1. การค้าระหว่างประเทศ
    1. สาเหตุของการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่
  1. ความแตกต่างทางด้านกายภาพ โดยเฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติ
  2. ความแตกต่างทางด้านความชำนาญในการผลิต
    1. ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศ
  1. ประเทศผู้นำเข้าได้สินค้าที่ผลิตไม่ได้มาสนองความต้องการในราคาที่ถูกและคุณภาพดี
  2. ประเทศผู้ส่งออกสามารถขยายตลาดสินค้าของตนให้กว้างมากขึ้น และมีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น
    1. ดุลการค้าระหว่างประเทศ
  1. ดุลการค้าระหว่างประเทศ คือ การเปรียบเทียบมูลค่าสินค้าออกกับมูลค้าสินค้าเข้าในระยะเวลา 1 ปี
  2. ดุลการค้าแบ่งได้ออก 3 ลักษณะคือ
    1. นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
  1. นโยบายการค้าเสรี มีลักษณะสำคัญคือ ส่งเสริมให้การค้าระหว่างประเทศกระทำกันได้อย่างเสรี โดยรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยมาก คือ
  1. นโยบายการค้าคุ้มกัน มีลักษณะสำคัญคือ รัฐบาลใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อกีดกันการนำสินค้าเข้าออก ได้แก่
  1. การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
    1. อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
  1. ความสำคัญของการแลกเปลี่ยนอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีผลต่อสินค้าเข้า สินค้าออกและดุลการค้า
  1. ถ้ามีการลดค่าเงินของประเทศ
  1. ถ้ามีการเพิ่มค่าเงินของประเทศ

ผลจากการเปลี่ยนค่าของเงินของประเทศ

ลดค่าเงิน

เพิ่มค่าเงิน

ราคาค่าเงินของประเทศ

   

ราคาสินค้าออก (คิดเป็นเงินต่างประเทศ)

   

ราคาสินค้าเข้า (คิดเป็นเงินในประเทศ)

   

การไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

   

ชาวต่างชาติมาเที่ยวในประเทศ

   

หนี้สินที่ติดต่างประเทศ

   

หนี้สินที่ต่างประเทศค้าง

   

ภาระหนี้สินที่ติดต่างประเทศ

   

ภาระหนี้สินที่ต่างประเทศค้าง

   
  1. ระบบอัตราแลกเปลี่ยน
  1. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ : รัฐกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระดับคงที่เป็นเวลานาน
  2. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกับเงินสกุลอื่น ๆ : รัฐกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ แต่เปิดโอกาสให้ปรับอัตราแบบค่อยเป็นไปได้บ้างในกรณีที่ขาดดุลการชำระเงินมาก
  3. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเสรีหรือลอยตัว : รัฐจะปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยไม่เข้าไปแทรกแซง
  4. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนกึ่งลอยตัว : รัฐจะเข้าไปซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการได้บ้าง
  5. ระบบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา : รัฐเข้าแทรกแซงโดยควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินจากต่างประเทศ
  1. ประเทศไทย ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้
  1. งินตราสกุลสำคัญที่ไทยใช้เชื่อมโยงค่าเงินในปัจจุบัน ได้แก่ ดอลล่าร์สหรัฐ ปอนด์สเตอริง มาร์กเยอรมนี เยน ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลล่าร์บรูไน ริงกิตมาเลเซีย เปโซฟิลลิปปินส์ และรูเปียอินโดนีเซีย
  1. ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ
    1. ดุลการชำระเงินประเทศ
  1. ดุลการชำระเงินเป็นบัญชีแสดงฐานะเศรษฐกิจของประเทศ โดยเปรียบเทียบระหว่างเงินเข้าประเทศ (รายรับ) และเงินออกจากประเทศ (รายจ่าย)
  2. เมื่อเงินเข้าประเทศมีมากกว่าเงินที่ออกนอกประเทศ = ดุลการชำระเงิน

- ทุน ของประเทศจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้

  1. ประเทศสามารถพิมพ์ธนบัตรออกใช้มากขึ้น
  2. ระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของประเทศมีเสถียรภาพ(ค่าของเงินประเทศ )
  3. เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพในสายตาของต่างประเทศ
  1. เมื่อเงินออกนอกประเทศมากกว่าเงินที่เข้าประเทศ = ดุลการชำระเงิน
  1. ระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของประเทศไม่มีเสถียรภาพ (ค่าของเงินประเทศ )
  2. เศรษฐกิจของประเทศดูไม่มีเสถียรภาพในสายตาของต่างประเทศ
    1. ส่วนประกอบของดุลการชำระเงิน
  1. บัญชีเดินสะพัด ประกอบด้วยบัญชีดุลการค้า บัญชีดุลบริการ และบัญชีดุลบริจาค (ดุลเงินโอน)
  1. บัญชีทุนเคลื่อนย้าย : รายการลงทุน หรือกู้เงินข้ามชาติ
  2. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ : เป็นยอดสรุปของดุลการชำระเงิน

** ทุนสำรองระหว่างประเทศประกอบด้วย เงินตราต่างประเทศ ทองคำ หลักทรัพย์ที่ธนาคารกลางถือไว้ และสิทธิถอนพิเศษ (SDR)

    1. การแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุล
  1. การเพิ่มรายได้
  1. การลดรายจ่าย
  1. วิธีการอื่น ๆ
  1. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
    1. ประเภทของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

ประเภท

ลักษณะ

ตัวอย่าง

เขตการค้าเสรี

  1. ประเทศสมาชิกยอมเลิกภาษีศุลกากรและข้อจำกัดการค้าให้แก่กัน
  2. ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกยังคงพบกับภาษีศุลกากรและข้อจำกัดทางการค้า (ซึ่งประเทศสมาชิกแต่ละประเทศกำหนดกันเอง)
  • สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA)
  • สมาคมการค้าเสรีแห่งละตินอเมริกา (LAFTA)

สหภาพศุลกากร

  1. ประเทศสมาชิกยอมเลิกภาษีศุลกากรและข้อจำกัดทางการค้าแก่กัน
  2. ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกยังต้องพบกับภาษีศุลกากรและข้อจำกัดทางการค้าซึ่งประเทศสมาชิกจะร่วมกันกำหนดเป็นอัตราเดียวกัน

ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC)

ตลาดร่วม

เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการและปัจจัยการผลิตเข้าออกระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างเสรี

ประชาคมยุโรป (EC)

สหภาพเศรษฐกิจ

เหมือนกับตลาดร่วม นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม

สหภาพยุโรป (EU)

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างเศรษฐกิจ

  1. นอกจากเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรีและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจร่วมกันแล้วยังใช้เงินอัตราสกุลเดียวกันด้วย

มีสถาบันสูงสุดซึ่งทำหน้าที่สูงกว่าสถาบันระดับประเทศ (รัฐสภากลาง) การรวมกลุ่มแบบนี้จึงเป็น “ การรวมกลุ่มทางการเมืองอย่างสมบูรณ์”

 
    1. ความเป็นมาของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
  1. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเริ่มมีบทบาทสำคัญมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ทศวรรษที่ 1980)

โดยที่ช่วงนี้การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดจาก

  1. ประเทศมหาอำนาจมุ่งมั่นจะเป็นผู้นำในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
  2. ประเทศอังกฤษและประเทศมหาอำนาจในยุคก่อนพยายามรักษาอำนาจตนไว้
  1. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการจัดตั้ง
  1. ทศวรรษที่ 1950-1960 มีการจัดตั้ง
  1. ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา มีการจัดตั้ง
    1. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจทั่วไป
  1. ธนาคารโลก (WORLD BANK)
  1. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (INTERNATIONAL MONETARY FUND-IMF)

** IMF จะให้เงินกู้ระยะสั้นแก่ประเทศสมาชิก เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับดุลการชำระเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศ

  1. ระบบเบรตตันวูดส์ คือ ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่และเทียบค่าเงินของประเทศต่าง ๆ กับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา
  2. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และควบคุม โดยให้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นกับภาวการณ์ของประเทศสมาชิก โดยเทียบค่าเงินของประเทศกับเงินสกุลใดก็ได้
  1. องค์การการค้าโลก (GAFF, WTO)
  2. วัตถุประสงค์ ปฏิรูปการค้าของโลกให้เป็นเสรี

    - สินค้าที่อยู่ภายใต้ WTO ส่วนมากเป็นสินค้าหัตถอุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้ว ไม่รวมสินค้าเกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ทำให้ประเทศที่ ได้เปรียบ

  3. การประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD)
  1. เกิดจากการรวมกลุ่มของประเทศ กลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อช่วยเหลือด้านการค้า และการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา
  2. นโยบาย
  1. มีกลุ่ม 2 กลุ่มใน UNCTAD ที่กำหนดแนวทางของกลุ่มก่อนการประชุม คือ “กลุ่มประเทศ 77” ซึ่งเป็นกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนาและ “องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา” (OECD) ซึ่งเป็นกลุ่มของประเทศพัฒนาแล้ว
  2. บทบาทและอิทธิพล

*** สินค้าที่ระบุใน GSP ส่วนมากจะเป็นสินค้าหัตถกรรมและหัตถอุตสาหกรรม ***

    1. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเฉพาะบางภูมิภาค
  1. สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNITY : EU)
  1. สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EUROPEAN FREE TRADE ASSOCIATION : EFTA)
  1. เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NORTH AMERICA FREE TRADE AREA : NAFTA)
  1. กลุ่มตลาดร่วมอเมริกากลาง (CAEI)
  1. สมาคมการค้าเสรีแห่งละตินอเมริกา (LAFTA)
  1. สมาคมอาเซียน (ASEAN)

การร่วมมือกันทางอุตสาหกรรม ของ ASEAN

  1. ประเทศสมาชิกเลือกผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สินค้าอุตสาหกรรมที่ตนถนัดและส่งขายให้แก่กัน โดยยกเว้นภาษีขาเข้า
  2. คัดเลือกและส่งเสริมโครงการอุตสาหกรรมที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งในประเทศสมาชิก
  1. เอเปค ( Asia – Pacific Economic Cooperation : APEC)
  1. กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก ( Organization of petroleum Exportiong Countries : OPEC )
    1. ผลจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  1. มีการเคลื่อนย้ายทุนเข้าไปในกลุ่มประเทศทีมีการรวมกลุ่มเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อลดการกีดันด้านภาษีจากการประเทศนอกกลุ่มประเทศ
  2. ประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ผลิตเองได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเดียวกัน
  3. สินค้าส่งออกถูกกีดกันจากกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
  1. ปัญหาการค้าระหว่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนา
    1. สินค้าออกเป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบที่มีราคาต่ำ สินค้าเข้าเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีราคาสูง ทำให้ขาดดุลการค้าอย่างมาก
    2. สินค้าออกเป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นกับฤดูกาล ทำให้ได้ผลผลิตน้อย และบางครั้งก็ได้ผลผลิตมากจนราคาตก
    3. สินค้าเกษตรถูกกีดกันจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ออกกฎหมาย Farm act ( ให้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตรของตนให้ราคาต่ำกว่าตลาดโลก)
    4. องค์การระหว่างประเทศมีนโยบายที่เป็นผลดีต่อประเทศอุตสาหกรรมมากกว่าประเทศยากจน
  1. การลงทุนระหว่างประเทศ

** นอกจากนี้ ปัจจุบันเข้ามาลงทุนข้ามชาติ เพื่อลดปัญหาการกีดกันด้านข้อจำกัดการค้าจากการรวมกลุ่มประเทศ **