มาตรวัดเจตคติและแบบประเมินค่า

หลักการ

หลักการวัดเจตคติ
เจตคติหมายถึง กิริยาท่าทางที่รวม ๆ ของบุคคลที่เกิดจากความโน้มเอียงของจิตใจและแสดงออกต่อสิ่งเร้าหนึ่ง ๆ โดยแสดงออกทางสนับสนุนมีความรู้สึกเห็นดีเห็นชอบต่อสิ่ง เร้านั้นหรือต่อต้านซึ่งมีความ รู้สึกไม่เห็นชอบต่อสิ่งเร้านั้น ๆ
เจตคติประกอบด้วย 3 ส่วนคือ (1) ส่วนที่เป็นความรู้และความเชื่อ (2) ส่วนที่เป็นความรู้สึกหรือการประเมิน (3) ส่วนที่เป็นพฤติกรรมการวัด เจตคติต้องวัดทั้ง 3 องค์ประกอบของเจตคติ และการวัดเจตคติต้องบ่งบอกถึงปริมาณความมากน้อยของเจตคติที่มีต่อสิ่งเร้า และทิศทางที่บอกว่ามีเจตคติไปในทิศทางบวกหรือทางลบด้วยลักษณะสำคัญของแบบประเมินค่า อยู่ตรงที่คำตอบซึ่งมีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณมากน้อย ผู้ตอบต้องตอบด้วยการประเมินสถานการณ์ที่เป็นสิ่งเร้าที่กำหนดให้ และเลือกคำตอบเพียงคำตอบเดียว
แบบประเมินค่าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ แบบมีเกณฑ์เปรียบเทียบให้ซึ่งผู้ตอบทุกคนต้องใช้เกณฑ์เปรียบเทียบเดียวกัน เกณฑ์ที่กำหนดให้จะเป็นมาตรฐานหรือไม่ก็ได้ ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือ แบบไม่มีเกณฑ์เปรียบเทียบให้ ผู้ตอบจะประเมินสิ่งเร้านั้นตามความรู้สึกของตนเอง

วิธีการสร้าง

วิธีการสร้างแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนคือ
           1. กำหนดโครงสร้างของสิ่งที่ต้องการวัด  การกำหนดโครงสร้างควรให้มี
รายละเอียดให้มากที่สุด และจะต้องชัดเจนสามารถวัดได้ดี
          2. เลือกประเภทแบบประเมินค่าหรือมาตรวัดเจตคติแบบประเมินค่า และ
มาตรวัดเจตคติมีหลายประเภท การเลือกใช้ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ของการวิจัยนั้น ๆ
          3. กำหนดสิ่งเร้า สิ่งเร้าเป็นข้อความหรือคำที่เป็นมโนทัศน์ซึ่งเป็นตัวแทน
ของโครงสร้างที่ต้องการวัด
          4. ตรวจสอบปรับปรุงแก้ไขเมื่อสร้างข้อความ และกำหนดคำตอบตาม
ประเภทของแบบประเมินค่า และมาตรวัดเจตคติที่เลือกใช้ แล้วควรมีการ
ตรวจสอบความถูกต้องความสมบูรณ์ ซึ่งการตรวจสอบมี 2 ขั้นตอน ขั้นแรก
เป็นการตรวจสอบเองโดยดูว่าข้อความนั้นกระทัดรัดชัดเจนหรือไม่ มีความเป็น
ปรนัยหรือไม่ เมื่อผู้วิจัยตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 
ซึ่งควรให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คน ที่เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญ และมีประสบ-
การณ์ในเนื้อหากับผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบบประเมินค่า
          5. นำไปทดลองกลับกลุ่มตัวอย่าง เป็นการนำแบบประเมินหรือมาตรวัต
เจตคติที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป
แล้วนำผลมาวิเคราะห์หาคุณภาพเชิงประจักษ์

การตรวจสอบคุณภาพ

คุณภาพที่สำคัญของแบบประเมินค่าและมาตรวัดเจตคติที่ต้องตรวจสอบก่อนนำไปใช้ จริงได้แก่อำนาจจำแนกของข้อความรายข้อ และความตรงกับความเที่ยงของแบบประเมินค่า หรือมาตรวัดเจตคติทั้งฉบับ
1. การตรวจสอบอำนาจจำแนก อำนาจจำแนกของแบบประเมินค่า หรือมาตรวัดเจตคติเป็นคุณภาพของข้อความที่แสดงถึงการจำแนกกลุ่มผู้ตอบออกเป็นประเภทที่มีความเห็นไปในทางบวกหรือมีความเห็นมนทางลบออกจากกันได้ สำหรับแบบประเมินค่าโดยทั่วไป และมาตรวัดเจตคติของลิเคิร์ท การตรวจสอบหาอำนาจจำแนกจะใช้วิธีทดสอบค่าเฉลี่ย ระหว่างกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำตามเทคนิค 25% ของลิเคิร์ท กล่าวคือเมื่อนำแบบประเมิน ค่าไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างมา แล้วตรวจให้คะแนนเรียงคะแนนจากมากไปหาน้อยคัด เลือกผู้ได้คะแนนสูงสุดและรองลงมา 25% ให้เป็นกลุ่มสูง และผู้ที่ได้คะแนนต่ำสุดและ รองขึ้นไป 25% ให้เป็นกลุ่มต่ำ จากนั้นหาค่าเฉลี่ย และความแปรปรวนของคะแนนในแต่ ละกลุ่มนำไป ถ้าข้อใดมีนัยสำคัญก็แปลว่าข้อความนั้นมีอำนาจจำแนกใช้ได้
2. การตรวจสอบความตรง ความตรงของแบบประเมินค่าหรือมาตรวัดเจตคติที่จะต้องทำการตรวจสอบเป็นประการแรกได้แก่ความตรงตามเนื้อหา ซึ่งตรวจสอบโดยการตัดสิน ของผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อหานั้นเป็นเกณฑ์ด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และตัดสินว่าข้อความทั้งหมดวัดได้ตรงและครอบคลุมเนื้อหาหรือตัวแปรที่ศึกษาหรือไม่ ถ้าผู้เชี่ยวชาญ 2 ใน 3 เห็นว่าวัดได้ตรงและครอบคลุมเนื้อหาก็ถือว่ามีความตรงตามเนื้อหาแล้ว
3. การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบประเมินค่า หรือมาตรวัดเจตคติสามารถตรวจสอบความเที่ยงได้หลายวิธีดังนี้คือ

3.1 การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงความคงที่ (Realiability of Stability) ตรวจสอบได้โดยการสอบซ้ำ คือการนำแบบประเมินไปสอบซ้ำสองครั้งแล้วนำผลมาหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กัน
3.2 การตรวจสอบความเที่ยงเชิงความคล้ายกัน(Equivalent or Alternate Forms Reliability) ตรวจสอบได้โดยการสร้างแบบประเมินค่า หรือมาตรวัดเจตคติขึ้นมา 2 ฉบับที่วัดตัวแปรทางจิตวิทยาเดียวกัน มีอำนาจ
จำแนกรายข้อใกล้เคียงกันนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน แล้วนำมาหาค่าสหสัมพันธ์ค่าที่ได้จะเป็นค่าที่เที่ยงตรงตามความต้องการ
3.3 การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงความสอดคล้องภายใน (Internal Consistencyof Reliability) วิธีที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางคือวิธีการแบ่งครึ่ง (Spilit - halfmethod)และวิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟ่าด้วยสูตรของครอนบาค