ครูกับพระราชบัญญัติการศึกษา 2542

รศ.วัฒนา พัชราวนิช
คณบดีคณะครุศาสตร์
        มนุษย์คู่กับปัญหา ไม่มีมนุษย์คนใดหนีปัญหาได้พ้น ปัญหาเปรียบเสมือนสุนัข คนที่หนีปัญหา ก็เหมือนวิ่งหนีสุนัข ถ้าพลาดท่าเสียที วิ่งหนีแล้ว หกล้ม สุนัขจะเข้ากัดทันที มนุษย์ทุกคนควรสร้างความเข้มแข็ง มีความอดทน รู้จักต่อสู้เผชิญอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อ อย่าวิ่งหนีปัญหา จงหันเข้ามาต่อสู้ "พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 " ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับล่าสุด มีผลบังคับให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมากมาย พวกเราที่เป็นครูบาอาจารย์ มีบทบาทโดยตรงในการพัฒนาตนเอง พัฒนากุลบุตร กุลธิดา ให้มีคุณภาพ เป็นการตอบสนอง พ.ร.บ. ดังกล่าว อย่าวิ่งหนี "บทบาท หน้าที่ของตนเอง" เราต้องหันหน้าเข้ามาต่อสู้ เพราะไม่มีวันที่จะวิ่งหนีพ้น ต้องหันมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา กำลังใจเท่านั้น จะทำให้บุคคลสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ทั้งหมด อย่าไปคิดแต่ว่า " สู้ไม่ไหว ทำไม่ได้ " พวกที่ชอบคิดอย่างนี้ ชีวิตจะไม่พบกับความสำเร็จหมดเรี่ยวแรงไปในที่สุด
         ในปี พ.ศ.2542 นี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับประเทศไทยที่มี พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่เกิดขึ้น พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ถูกร่างขึ้นด้วยบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมกันออกความคิดและช่วยกันผลักดันให้ พ.ร.บ. การศึกษาของชาติออกมาได้สำเร็จ ถือว่าท่านเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ที่รู้จักใช้สติปัญญาคิดและวางแผนพัฒนาการศึกษาของชาติได้สำเร็จ คนไทยเลยมี พ.ร.บ. ใหม่ใช้กัน คณะผู้ทำงานของสำนักงานการศึกษาแห่งชาติได้สรุปว่า "การศึกษาของไทยในอดีต มีการผิดพลาดและล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" เนื่องจากสมัยก่อนไปเน้นการเรียนด้วยการท่องจำ ไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักคิด คนในชาติเลยคิดไม่เป็น แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างประกอบอีกมากมาย แม้แต่ผู้ที่เรียนเก่งในสถาบันการศึกษาของไทยอันดับหนึ่งก็สู้ชนชาติ อื่นๆไม่ได้ ไม่ว่าจะแข่งขันคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ หรือการแข่งขันใดๆไทยก็สู้เขาไม่ได้ แม้แต่เวียดนามก็ยังติดอันดับที่1ในเอเชียด้วยการแข่งขันคอมพวิเตอร์ซึ่งเป็นผลสรุปข่าวที่ได้จากเอเชียวีค
        น่าจะสรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนเก่งของไทยนั้นเกิดจากการท่องจำ ไม่ใช่คนที่คิดเป็น เมื่อจบการศึกษาแล้วออกไปต่อสู้ชีวิต จำต้องรู้จักใช้สมองคิด พวกที่เอาแต่ท่องจำเลยคิดไม่เป็น จึงสู้เขาไม่ได้ กลายเป็นพวกที่คิดเป็น แล้วรู้จักทำความคิดให้เป็นรูปธรรมได้ ประสบความสำเร็จไปในที่สุด         โลกนี้ดูๆ ไปก็แปลกดี คนรู้จักคิดน่าจะเชื่อได้ว่าเป็นคนฉลาด แต่บางคนคิดเก่ง คิดได้แต่ทำ ไม่ได้ เลยไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะไม่มีความมานะพยายาม ชอบแต่คิดแต่ไม่ชอบทำ คนที่จะประสบความสำเร็จต้องมีองค์ประกอบตั้งหลายอย่าง บางครั้งไม่ต้องคิดเองก็มีความสำเร็จได้ ถ้า รู้จักเอาความคิดของคนที่คิดไว้แล้วมาพัฒนา ใช้ความขยันอดทน มีมานะพยายาม ขวนขวายเอาใจใส่ก็จะสามารถผลักดันทุกอย่างไปสู่ความสำเร็จได้
        เราท่านคงจะเคยเห็นคนคิดเก่งๆคิดอยากจะทำนั่นทำนี่ มองหาลู่ทางในการดำเนินชีวิตเก่งมากๆ วางแผนกลยุทธ์พิชิตการค้ามากมาย แต่ท่านไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ท่านไม่สามารถพัฒนาความคิดให้เป็นรูปธรรมได้ เพราะท่านขาด คุณสมบัติของความมานะพยายาม ความละเอียดลออถี่ถ้วน ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านก็ประสบความล้มเหลวแต่ผู้ที่นำความคิดของท่านมาใช้ ช่วยนำความคิดมาพัฒนา ช่วยทำความคิดให้เป็นความจริง กลับประสบความสำเร็จ
        การเรียนการสอนแผนใหม่ มุ่งให้คนคิดแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เป็นวิธีที่ดีในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่มีแต่ "วิธี" แต่แก้ปัญหาไม่ได้ บางคนพูดเก่ง เจรจาเก่ง ต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ มีวิธีแนะนำคนมากมาย แต่ "แสดงวิธีทำให้คนดูไม่ได้" คน ในสังคมที่จะสร้างสังคมให้เจริญได้ ต้องเป็นบุคคลที่ "ช่างคิด" "ช่างพูด" และ "ช่างทำ" สังคมจึงจะเจริญ แต่บางคนคิดก็เก่ง พูดก็เก่ง ภาษาชาวบ้านเรียกว่า " พูดน้ำไหลไฟดับ" ใครๆฟังก็รู้สึกประทับใจ ทึ่งในความสามารถ เพราะพูดจามีหลักเกณฑ์ แต่เวลาปฏิบัติ กลับทำไม่ได้ มองไม่เห็นผลงาน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ชาติจะเจริญได้อย่างไร
        ในบางครั้งถกเถียงกัน เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน "เถียงกันจนคอเป็นเอ็น" จะเอาชนะกันให้ได้ เสียเวลาไปเยอะแยะหมด ทั้งๆ ที่เรื่องที่เถียงกัน ไม่ใช่เรื่อง "คอขาดบาดตาย" ไม่ใช่เรื่องที่ต้องต่อสู้กัน "ถ้าแพ้แล้ว จะต้องทำให้เสียทุกสิ่งทุกอย่างไป" ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้อง "ต่อสู้กันหน่อย"
        ความคิดเห็นของมนุษย์ไม่ตรงกันเป็นของธรรมดา จะไปทำให้ความคิดเห็นของคนอื่นมาตรงกับความคิดเห็นของเราทั้งหมดไม่ได้ พยายามเอาความคิดของเขามาผสมผสานกับความคิดของเรา ฟังเขาบ้าง อย่าไปดึงดันเอาชนะลูกเดียว เพราะคิดว่าเราเก่ง!! เราแน่! กว่าคนอื่น ถ้ามนุษย์รู้จักโอนอ่อนเข้าหากัน รู้จักยอมรับแล้วนำความคิดของผู้อื่นไปพิจารณาบ้าง อย่าไปอวดเก่ง คิดจะเอาชนะผู้อื่นอยู่ร่ำไป ถ้ามนุษย์ไม่เอาแต่แข่งคิดและแข่งพูด แต่รู้จักนำความคิดของตนมาวิเคราะห์ ทำความคิดให้เป็นรูปธรรม เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ของโลกแล้ว โลกจะเจริญขึ้นอีกมากมายนัก นักวิทยาศาสตร์เขาแข่งกันคิด แล้วแข่งกันปฏิบัติ ซึ่งผลของการปฏิบัติจะเป็นที่ยอมรับ สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ ผลงานจึงถูกจารึกไว้ว่า มีคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ทั่วโลก เป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องว่าท่านเหล่านั้นคือผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง ผลงานของนักการศึกษาไทย จะปรากฎให้เห็นเด่นชัดได้ ท่านต้องสามารถนำความคิด ออกมาปฏิบัติแล้วพิสูจน์ให้ประชาชนในชาติเห็นได้อย่างชัดเจน ก็จะเป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
        พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิด ครูอาจารย์ควรช่วยกันสืบทอดเจตนารมย์ ที่จะนำความคิดมาปฏิบัติต้องมีกลยุทธ์ เอาสิ่งนั้น สิ่งนี้มาประกอบเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามการสอนแบบเก่าก็ไม่ใช่ไม่ดีโดยสิ้นเชิง น่าจะนำสิ่งเก่าและสิ่งใหม่มาผสมให้กลมกลืนกัน นักเรียนในสมัยก่อนถูกสอนให้เรียนด้วยการท่องจำ ท่องจำได้มากก็ถือว่า "เรียนเก่ง" ที่เรียนเก่งเพราะสอบได้คะแนนดี สามารถจำได้มาก การเรียนการสอนในอดีต ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิก็คือ "การเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนคิดไม่เป็น เพราะครูไม่ได้สอนให้ผู้เรียนคิด" แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว น่าจะถือว่าความคิดและความจำ เป็นของคู่กัน การท่องจำควรให้เด็กได้ใช้ความคิดว่า ที่เขาให้ท่องจำนั้นมีประโยชน์อย่างไรซึ่งการท่องจำอาจจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความคิดก็เป็นได้
         การเรียนการสอนโดยการใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง เน้นให้เด็กคิดเองไม่ใช่เรื่องใหม่ ท่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ เน้นว่าท่านให้คนคิดเอง โดยไม่ได้บอกไม่ได้สอน ท่านจะจับคนโยนน้ำ แล้วให้ไปหาวิธีช่วยเหลือตัวเอง ความจริงวิธีการเช่นนี้ก็ดี กรณีถ้าไปจับเด็กโยนน้ำลงไปที่น้ำตื้น ๆ ถ้าอากาศร้อน ๆ เด็กก็อาจจะแช่อยู่ในน้ำเพราะรู้สึกเย็นดี นั่งเล่น ยืนเล่น อยู่ในน้ำอาจจะไม่คิดหาวิธีว่ายน้ำ ก็ได้ หรือในกรณีที่อยากจะให้เด็กต่อสู้ ขวนขวายช่วยเหลือตนเอง โดยการจับเด็กโยนลงไปในน้ำ ลึกๆ เด็กก็คงไม่มีโอกาสช่วยเหลือตนเองได้ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น คงจะจมน้ำตาย เพราะครูอยากให้เด็ก "คิดเอง แก้ปัญหาเอง"
        การสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางนั้น ต้องกระตุ้นผู้เรียนให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนว่า "เขาจะต้องทำอะไร" ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กทำไปตามลำพัง ครูจะต้องอยู่ด้วย ช่วยดู ช่วยแก้ปัญหา เช่นจะให้เด็กว่ายน้ำ ครูก็ต้องเตรียมตัวให้เด็กเกิดความพร้อมเสียก่อน โดยอธิบายให้ฟังว่า "การว่ายน้ำเป็น ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิต" โดยมีอุปกรณ์การสอนประกอบ เช่น ภาพคนว่ายน้ำไม่เป็นแล้วจมน้ำตาย คนว่ายน้ำเป็นแล้วรอดชีวิต และมีภาพการประสบ อุบัติเหตุทางน้ำประกอบ วิธีนี้เด็กก็จะเกิดความ สนใจ ครูก็ให้เด็กลงว่ายน้ำที่ตื้นๆ ก่อน คอยดูแลควบคุม ให้เด็กหัดว่ายน้ำ ระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ ให้เด็กหาวิธีที่จะว่ายน้ำด้วยตนเอง อย่างนี้น่าจะเรียกว่า การเรียนการสอนโดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง การเตรียมตัวเด็กให้พร้อมที่จะเรียน การกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจที่จะเรียนบทเรียน แล้วการเรียนก็เกิดขึ้นโดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลางก็เป็นวิธีดั้งเดิม ที่นักการศึกษาใช้มานานแล้วไม่ใช่วิธีใหม่ และวิธีเก่าเขาก็สอนให้เด็กหรือผู้เรียนคิดอีกเหมือนกันไม่มีสิ่งใหม่ ๆ อะไรเกิดขึ้น มีแต่ของเก่า ๆ มาเล่าใหม่ ไม่เห็นจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้น ถึงกับวิ่งกันโกลาหลอลหม่านวุ่นวายไปหมด ทำเป็นกระต่ายตื่นตูม ถ้าจะเป็นความผิดพลาด ผิดจากพวกเราหรือไม่ ที่เป็น "ครูสอนครู" แล้วสอนผิดๆ สอนอยู่เสมอเรื่อง CHILD CENTERED แต่ลูกศิษย์เราก็เอาไปใช้ไม่เป็น เพราะครูผู้สอนก็สอนไม่เป็นเช่นกัน การที่ครูไม่ได้สอนให้ผู้เรียนคิด ไม่ได้สอนให้ช่วยเหลือ ตัวเอง ไม่ได้ฝึกให้แก้ปัญหา ผู้เรียนจึงไปนอนรอปัญหาแล้วให้ปัญหาทับเขาตาย ด้วยการกลัดกลุ้มแล้วฆ่าตัวตายในที่สุด
        ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน เรื่องการสอนโดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง หรือท่านผู้ทรงคุณวุฒิจะไปตั้งชื่อใหม่ตามที่ท่านคิดว่าเป็นภาษาที่สละสลวยใหม่ก็ตามถือเป็นเรื่องเก่า ถ้ามีการอธิบายกันมากๆ จะเกิดการเข้าใจผิดกันไปใหญ่ ในขณะนี้ครูเลยคิดว่า จะไม่ต้องสอนหนังสือกันแล้ว จะสบายแล้ว เพราะถือว่า เด็กต้องเรียนรู้เอง ผู้ ปกครองเด็กก็พากันบ่นไปตามๆ กันว่า "ขณะนี้ครูไม่ได้สอนหนังสือแล้ว ลูกไปโรงเรียนก็ไม่ได้เรียนอะไร" เพราะครูบอกว่า "เด็กต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง" ครูเลยไม่ได้สอนหนังสือ
        ด้วยเหตุนี้จึงต้องขอความกรุณาให้คุณครูทั้งหลาย ช่วยกรุณาศึกษา "การเรียนการสอนโดยใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง" โดยการสอนให้เด็กหัดว่ายน้ำตามที่ได้บรรยายไว้ข้างต้น อย่าเข้าใจผิด คิดว่าท่านไม่มีบทบาท ท่านต้องช่วยดูแลควบคุมการสอนถ้าเด็กคิดไม่ได้ก็ถึงคราวของท่านแล้ว ท่านต้องมีกลยุทธ์และหาวิธีช่วยให้เด็กคิดให้ได้ ภาระของท่านจึงไม่ใช่เบาๆ อย่างที่ท่านเข้าใจ ไม่ใช่ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ถือว่าเป็นบทบาทของเด็ก เพราะถือว่าเด็กคิดไม่ได้ก็แล้วไป ไม่ใช่บทบาทของครู เป็นการเข้าใจผิดอย่างมากๆ
        ปัญหาของครู เป็นปัญหาที่น่าหนักใจ บางทีสอนไปโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง สอนตามตัวอักษร เช่นเรื่อง การสอนโดยใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง ท่านไปถามได้เลยว่า "คนที่เรียนวิชาครูมาก่อนมีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ให้อายุมากแค่ไหนท่านไปถามได้เลย ต่างคนต่างเคยได้ยินมาแล้วทั้งนั้น นักท่องจำหรือคนเก่ง ท่องได้เป็นข้อๆตามตำราเพื่อตอบคำถามในข้อสอบ แต่ไม่เคยเอามาใช้เลย ก็คงจะจริงอย่างที่ท่านนักการศึกษาไทยคนเก่าในยุคใหม่พูดๆ กัน เพราะครูชอบสอนให้ผู้เรียนท่องจำ ผู้เรียนก็ท่องเก่ง ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ท่องโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองท่องอะไรอยู่ แทนที่จะคิดและทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิดแล้วเอาไปปฏิบัติ ป่านฉะนี้ ถ้ารู้จักทำอย่างนี้ ประเทศชาติก็คงจะไม่ล้มเหลว ก้าวไปไกลแล้ว นี่ชาติอื่นเขาทำไปกันตั้งนานแล้ว ประเทศไทยเพิ่งมาเริ่มคิด ถ้าท่านนักการศึกษาไทยจะต้องการพัฒนาการศึกษาให้คนในชาติพัฒนาแล้ว ท่านสมควรจะเน้นว่า "ให้รู้จักคิด คิดแล้วนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมให้ได้" "ท่านที่มีความสามารถ ต้องรู้จักคิดเป็นนามธรรมแล้วนำมาปฏิบัติเป็นรูปธรรมให้ได้" ต้องติดตามอยู่อย่างใกล้ชิดว่าผู้เรียนทำได้จริงหรือไม่ ถ้าไปใช้วิธีเดิมสอนโดยบอกว่าการเรียนการสอนต้องแบ่ง "การคิดได้ ทำได้ แก้ปัญหาได้" ซึ่งชอบบรรยายกันอยู่เสมอ ผลลัพธ์คือผู้เรียนท่องจำได้ว่า "การเรียนการสอนต้องเป็นการคิดได้ ทำได้ แก้ปัญหาได้" คนท่องได้ก็สอบได้ ผลลัพธ์คือ ไม่มีใครทำอะไรได้ นอกจากท่องจำได้
        อย่าคิดไปเรื่อยๆ แล้วบอกให้คนอื่นทำ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นผู้นำทั้งความคิดและการกระทำเหมือนกับ "ท่านเมาเซตุง" ท่านเป็นทั้งผู้นำความคิดและเป็นผู้นำของการปฏิบัติ ประวัติศาสตร์โลกยกย่องว่าท่านเป็นผู้นำคนเดียวในโลกนี้ ที่สามารถเห็นอุดมการณ์ของท่านเป็นความจริงในชีวิตของท่าน "ผิดกับผู้นำท่านอื่น ท่านคิดไว้แล้วท่านก็ไม่สามารถเห็นอุดมการณ์ของท่านเป็นจริงในชีวิตของท่าน ปล่อยให้คนรุ่นหลังสานต่อ
         อุดมการณ์ของท่าน เมาเซตุง ถูกต้องในสมัยของท่านเพราะคนจีนอยู่อย่างยากลำบากในสมัยนั้น อดอยากเพราะความหิวโหย อันเกิดจากคนร่ำรวย ก็ร่ำรวยเกินไป แต่คนจน ก็จนมาก ๆ จนมากขนาดไม่มีอะไรจะกิน การปฏิวัติครั้งนั้นมีผลทำให้ประเทศจีนปิดประเทศ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกถึง 30 ปีเศษ
         เราคงไม่ลืมธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เห็นแก่ตัว รู้มาก ถ้าทำอะไรที่ทราบว่าจะเป็นของตนเองแล้วจะขวนขวาย เอาใจใส่ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ คนจีนในยุคปิดประเทศ ถูกจัดด้วยวิธีการที่ทำให้ทุกคนเท่ากันหมด ไม่มีคนรวยคนจน ก็เป็นผลดี แต่ประเทศชาติก็ไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทุกคนทำงานให้รัฐ ทุกอย่างเป็นของรัฐ ไม่มีเป็นของตัวเอง คนจีนซึ่งใครๆก็ทราบดีว่าเป็นชนชาติที่ขยันขันแข็ง หนักเอา เบาสู้ ไปอยู่ในส่วนใดของโลกจะพบว่า CHINA TOWN รุ่งเรืองมาก คนจีนกลายเป็นคนร่ำรวย เพราะใจสู้ ขยันขันแข็งทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย คนจีนจึงสร้างตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
        แต่คนจีนในประเทศจีนนั้นหงอยเหงามาก มีนักเขียนได้เล่าถึงชีวิตของคนจีนในสมัยนั้นว่า คนจีนทำงานเหมือนกระต่ายที่ถูกสะกดจิต คนที่มีหน้าที่ตีระฆังปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นปฏิบัติงานตอนเช้าก็ยกไม้ขึ้นตีระฆังราวกับว่าไม้นั้นหนักเสียเหลือเกิน เคาะไปที่ระฆังอย่างอ่อนระโหยโรยแรง เสียงระฆังแทนที่จะรัวและดังสนั่นหวั่นไหวก็หลายเป็นเสียงดังค่อยๆ จังหวะของการเคาะก็ห่างกันมาก ผู้คนที่ได้ยินเสียงระฆังก็นอนบิดไปบิดมาด้วยความเกียจคร้าน ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ค่อยๆ หยิบภาชนะขึ้นตักน้ำอย่างสิ้นแรง ค่อยๆ ล้างหน้าช้าๆ เหมือนร่างที่เกือบจะไร้วิญญาณ เสร็จจากการล้างหน้าแล้ว ทุกๆ คนก็แยกย้ายกันไปทำงาน ทุกคนมีลักษณะของความเฉื่อยชาและเชื่องช้า คนที่มีหน้าที่เก็บไข่ในเล้าไก่ ก็เดินช้าๆ เอื้อมมือแบบเสียไม่ได้ไปเก็บไข่ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เพื่อรวบรวมเอาไปไว้ที่กองกลาง เตรียมจัดสรรปันส่วนให้กับทุกคนแค่พอกิน ข้าวปลา อาหารทุกชนิดจะถูกจำกัด มีการกำหนดว่า ต้องรับส่วนแบ่งเท่าๆ กันคนละเท่าไร มากกว่านั้นไม่ได้ ไม่ว่าจะเหลียวไปทางไหนเห็นแต่คนหมดเรี่ยวหมดแรง ทำงานตามหน้าที่แบบเสียไม่ได้ ชีวิตอยู่ไปวันๆแบบไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความหวัง
         ระบบคอมมิวนิสต์ไปขัดกับสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ ด้วยคนในโลกมีคุณสมบัติเหมือนกันคืออยากได้ทุกอย่างเป็นของตนเอง ถ้าตนเองต้องทำเพื่อตนเองแล้วก็ต่อสู้เต็มที่ ถ้ารู้ว่าทำแล้ว ไม่ได้เป็นของตนเองต้องเป็นของกองกลางแล้วมนุษย์ก็ไม่อยากทำ ระบบคอมมิวนิสต์จึงอยู่ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และกำลังจะค่อยๆ เลือนหายไป ระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบันน่าจะทำให้ประชากรในโลกมองเห็นอย่างเด่นชัดว่า น่าจะยึดถือไว้ใช้ได้ในปัจจุบัน เพราะระบอบนี้ ใครทำใครได้ แต่ต้องแบ่งปันส่วนเกินไว้ช่วยสังคมบ้าง ทำมาหากินได้ เก็บไว้ทั้งหมดไม่ได้ ต้องนำไปเสียภาษี ช่วยกันสร้างชาติ พัฒนาสาธารณูปโภค โดยเฉลี่ยตามรายได้น้อยรายได้มาก แต่ประชาธิปไตยของไทยยังเบ่งบานไม่ได้เพราะความเห็นแก่ตัวของคนในชาตินี่แหละ คนมักมีนิสัยอยากได้แต่ไม่ยอมเสียสละ ชอบคดโกง งานก็ไม่อยากทำ แต่อยากได้เงิน "เห็นเงินตาโต เห็นงานตาตี่" ไม่ทราบว่างกไปมากๆ ตายแล้วเอาไปได้หรือไม่ นักการเมืองถูกเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศ แทนที่จะใช้ภาษีของประชาชนพัฒนาประเทศก็โกงภาษีไปเข้ากระเป๋าตัวเอง พูดก็เก่ง วาจาคมคาย ด่าทอกันเป็นว่าเล่น แต่ความจริงแล้วก็มีคุณสมบัติพอๆ กันนั่นแหละ อยากเห็นนักการเมือง พูดเก่ง แล้วทำงานเก่ง เรื่องจริงก็คือ "คนพูดเก่ง ไม่ค่อยจะมีคนทำงานเก่งสักกี่คน"
         ทีนี้มาพูดถึงเรื่อง "การศึกษา" ของชาติต่อ ด้วยหลักของ มาสโลว์ เกี่ยวกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปเข้ากับสิ่งที่บรรยายมาข้างต้น มนุษย์ต้องสนองความต้องการของตนเองเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถเสียสละเพื่อสังคมได้ ถ้าตัวของมนุษย์เองยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ไม่ประสบความสำเร็จแล้ว จะไม่มีใครที่จะไปทำเพื่อสังคมหรือประเทศชาติ ไม่ใช่อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ ว่า "นักสังคมสงเคราะห์ พยายามวิ่งออกไปสงเคราะห์สังคม แต่ทอดทิ้งครอบครัวให้ล่มสลาย" กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมไป
        ขอฝากข้อคิดให้กับผู้นำกลุ่มราชภัฏ ถ้าจะสร้างความเจริญในชาติแล้ว น่าจะพัฒนามนุษย์เป็นรายบุคคลก่อน ถ้าส่วนตัวของเขาเจริญรุ่งเรืองแล้ว ครอบครัวของเขาก็จะเจริญรุ่งเรืองไปด้วย เมื่อครอบครัวมีความสำเร็จ แข็งแกร่งแล้ว สังคมก็แข็งแกร่งไปด้วย น่าจะสร้างพื้นฐานก่อน การกระโดดข้ามขั้นตอนไปทำ "ชุมชนเข้มแข็ง" จะทำได้อย่างไร ในเมื่อตัวคนในชุมชนและครอบครัวที่อยู่ในชุมชนยังไม่เข้มแข็ง ยังมองไม่เห็นเลยว่า "ชุมชนจะเข้มแข็งได้อย่างไร" การวางแผนการปฏิบัติงานเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนน่าจะค่อยเป็นค่อยไป แผนงานที่วางไว้นั้น มีกำหนดระยะเวลานานเท่าไร ที่จะเห็นความเข้มแข็งของ ชุมชน เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร? การประเมินผลควรจะทำทั้งโครงการเป็นระยะๆ ไม่ใช่ประเมินเฉพาะผู้เข้าร่วมการอบรมที่เกิดความซาบซึ้งและพอใจ น่าจะมีการวางแผนให้ผู้เข้ารับการอบรมนำไปปฏิบัติต่อ อย่าให้แสงเทียนที่ถูกจุดประกายขึ้นมาในวันอบรมดับวูบลงในวันนั้น แสงเทียนควรจะลุกโชติช่วงไปจนกว่างานจะบรรลุเป้าหมาย ให้เหมือนกับคบเพลิงในการแข่งขันกีฬาซึ่งลุกโชติช่วงอยู่ตลอดการแข่งขัน
        เป้าหมายถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำงานควรทำต่อเนื่องมีใครติดตามผลงานหรือไม่ การทำงานเพียงการเดินสายการอบรม ไม่น่าจะเกิดผลแห่งความสำเร็จใดๆ ต้องขออภัยถ้าเข้าใจผิด เพราะไม่ค่อยทราบรายละเอียดในการทำงาน ที่กล่าวว่า "ประสบความสำเร็จมากนั้น" มีความสำเร็จระดับไหน? น่าจะให้ "ผู้นำโครงการชุมชนเข้มแข็ง" ได้ออกมาแถลงการณ์ให้ชาวราชภัฏรับทราบกันบ้าง ช่วยบอกว่างานสำเร็จไปถึงไหนแล้ว งบประมาณใช้จ่ายไปเท่าไร? มีหลายเสียงบอกว่าอยากทราบจริงๆ ว่าทำอะไร? อย่าให้เขามองว่า "ราชภัฏ" อีกแล้ว ทำอะไรเหมือน "ไฟไหม้ฟาง" ไม่พยายามทำงานด้วยความเข้าใจ ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ พอได้ฟังว่าต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็วิ่งแล้ว เหมือนกับ เจ้านายสั่งให้คนรับใช้ไปซื้อของ โดยบอกว่า เร็วๆ เข้า!! คนรับใช้ยังไม่ทันฟังเลยว่าเจ้านายสั่งให้ไปซื้ออะไร? คว้าเงินได้ออกวิ่งไปแล้ว เจ้านายก็งงว่า คนรับใช้รู้เรื่องแล้วหรือยัง ที่รีบวิ่งออกไปเขาจะไปซื้ออะไรกันแน่ สักครู่ก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา เพราะว่าวิ่งไปถึงร้านค้า คนขายก็งง ถามว่ามาซื้ออะไร? ฉะนั้นให้เจ้านายช่วยบอกด้วยว่าจะให้ไปซื้ออะไร? จะได้ซื้อมาให้ถูก ยังดีที่คนรับใช้ยังอุตส่าห์กลับมาถาม ไม่ใช่นึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อมา เพราะเจ้านายสั่งให้ไปซื้อเร็วๆ
         การทำงานอะไรก็แล้วแต่ ต้องแถลงผลงานเป็นระยะๆ อย่าให้ผู้คนพากันคิดไปเอง จะไม่เป็นผลดีกับงานที่ต้องลงทุนลงแรงไปมากมาย ประชากรของราชภัฏอยากทราบข่าวคืบหน้า จะได้ช่วยกันเผยแพร่ผลงานของราชภัฏได้เต็มปากเต็มคำ เขาทราบว่า "ขณะนี้ ทำงานกันมานานพอสมควรมีชุมชนใดบ้างที่เริ่มพัฒนาไปบ้างแล้ว และมีชุมชนไหนที่เริ่มเข้มแข็งขึ้นมาบ้าง" วันก่อนได้ยินชาวราชภัฏพูดว่า "ชุมชนเข้มแข็งแต่ราชภัฏอ่อนแอ" คิดว่าคงไม่ใช่ อย่างไรก็ดีขอเตือนว่า เราชาวราชภัฏ "ควรจัดการกับบ้านของเราให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยออกไปทำข้างนอก" บังเอิญไม่เคยอยู่ในคณะผู้บริหารมาก่อน พอมารับงานก็ต้องค่อยๆ ดูเขาไป แต่ความรู้สึกส่วนตัว มีความรู้สึกว่าผู้บริหารนี่เขาวุ่นวายกันจังเลย วิ่งกันจ้าละหวั่นไปหมด ทำไมถึงไม่จับงานทีละอย่าง แล้วทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้งานสำเร็จเป็นอย่างๆ ไป ทำไมต้องมาทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ถ้าใช้มือ 2 ข้างไปจับปลามือละ 1 ตัว โบราณบอกว่าจะไม่มั่นคงพอ จับไม่อยู่หรอก ต้องใช้มือสองข้างช่วยกันจับปลาทีละตัวจึงจะจับอยู่ แต่นี่อะไร มีมืออยู่สองข้าง ใช้จับปลาทีเดียวกันหลายๆ ตัว จะทำได้อย่างไร ถ้าขืนทำอย่างนี้แม้แต่ปลาเพียงตัวเดียวก็จับไม่ได้
        วันก่อนเคยมีโอกาสขึ้นไปพูดในที่ประชุมให้คณาจารย์ฟัง โดยบอกความรู้สึกว่า "ชีวิตส่วนตัว ก็อยู่กับการต่อสู้มาตลอด" และ "สิ่งที่น่าพอใจก็คือในชีวิตยังไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จเลย" จะทำอะไรต้องเข้าใจในสิ่งที่เราทำอยู่ ต้องมีมานะพยายามผลักดันให้งานสำเร็จเป็นอย่างๆ ไป แต่ในขณะนี้มีความกังวลใจว่า "สงสัยจะมาตกม้าตาย ก็ตอนเป็นคณบดี" นี่แหละ
         ด้วยเหตุที่ไม่เคยทำหน้าที่บริหารงานราชการมาก่อน ก็ต้องค่อย ๆ ฟังเขาไป เพื่อจะหาต้นสายปลายเหตุว่าแต่ละเรื่องมีความเป็นมาอย่างไร ฟังไปเรื่อยๆ ฟังไปก็จดไป บันทึกไป เพราะประชุมหลายเรื่อง ต้องค่อยๆ ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ฟังแล้วไม่จดก็จำไม่ได้ ถือว่า "บันทึกไว้กันลืม" บางทีคนพูดเร็ว ๆ ก็จดไม่ทันเหมือนกัน การจดบันทึก เป็นการเตือนความจำ มีเวลาเมื่อใดก็กลับมาอ่านใหม่ บางคนพูดเก่งก็จริง ไม่ใช่จะมีเรื่องพูดมากมาย ถ้าได้ฟังซ้ำหลาย ๆ ครั้งจะทราบทันทีว่า
"ฉายหนังซ้ำหลาย ๆ รอบ" เพราะบางทีคนฟังก็ ชุดเดียวกันนั่นแหละ
        บางครั้งคนพูดเรื่องเดียวกัน พูดเหมือนกันแต่คนพูดคนละคนกัน แค่นั่งนึกก็นึกไม่ออกว่า ใครเป็นคนพูดมาก่อน ก็ไปพลิกๆ ดูของเก่าที่บันทึกไว้ จึงได้ทราบว่าเป็นใครที่พูดไว้แล้ว แต่สองคนนี่ไม่ทราบว่าใครไปเอาคำพูดของใครมาพูดกันแน่ เพราะคนที่เราได้ยินพูดทีหลังก็อาจจะเคยพูดที่อื่นมาก่อนก็ได้
        วันก่อนขณะนั่งฟังบรรยาย ผู้ฟังกำลังจดบันทึกกันอยู่ ผู้บรรยายก็พูดออกมาหน้าตาเฉยว่า "คนบางคน ไปฟังใครพูดที่ไหน ก็นั่งจดเอ๊า จดเอา คนพวกนี้เป็นคน….." พวกที่นั่งจดอยู่ก็หันมามองหน้ากัน สงสัย !ถูกว่าหรือเปล่า? เลยพากันหยุดจด เพราะไม่อยากโง่อย่างเขาว่า การฟัง แล้วจดบันทึกไว้น่าจะเป็นการดี ได้เปรียบด้วย ให้ประโยชน์ในการเตือนความทรงจำ เรื่องมากมายผ่านเข้ามา ใครจะไปจดจำได้ทั้งหมด เปลืองช่องว่างของสมองเปล่าๆ ควรจะได้เก็บสมองเอาไว้ใช้ในการคิดอย่างอื่นจะดีกว่า ขืนบรรจุโปรแกรมไว้มากๆ เนื้อที่จะเต็มเร็วเกินไป ชีวิตของความเป็นครู เวลาบรรยายก็อยากให้นักศึกษาจด ถ้านักศึกษาไม่จดทำเป็นไม่สนใจ ก็ไม่ชอบ นักศึกษาคุยกันเวลาสอน ไม่ชอบต้องคอยดุ แต่ท่านวิทยากรท่านนี้ เวลาท่านบรรยายคนฟังก็คุยกัน ท่านกลับไม่ตำหนิ แต่ไปตำหนิคนจด แปลกดี! ในชีวิตไม่สามารถจะไปเป็นนักพูด นักบรรยายได้ ก็เพราะทนไม่ได้ ที่เห็นคนคุยกันในขณะที่เราพูด เพิ่งมาถึงบางอ้อ! ว่า พวกนักพูดนี่เขาสามารถพูดไปได้เรื่อยๆ ให้เวลาพูด 1 ชั่วโมงก็พูดเสีย 2 ชั่วโมง ให้เวลา 2 ชั่วโมงก็พูดเสีย 3 ชั่วโมง ไม่เคยสนใจผู้ฟัง ใครใคร่ฟังก็ฟังไป ใครไม่อยากฟังก็ไม่เป็นไร ผู้บรรยายจะมีเรื่องพูดไปได้เรื่อยๆ สงสัยสิ่งนี้คงจะเป็นพรสวรรค์หรือคุณสมบัติของนักพูด แต่ที่ท่านวิทยากรมาคิดว่าคนพูดเป็นคนฉลาด คนฟังแล้วจดเป็นคนโง่นี่น่าสงสัย
        การฟังแล้วจดบันทึกเป็นวิธีทำใจให้เป็นสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ต้องฟัง เพราะมนุษย์จิตใจจะไม่ค่อยนิ่ง บางครั้งไม่คุยก็ไม่ได้ฟัง คิดเรื่องอื่นๆ ที่ค้างใจไปเรื่อยๆ จบการบรรยายแล้วไม่รู้เรื่องเลยก็มี การบันทึกบางครั้งช่วยความจำได้มาก ครั้งหนึ่งมีผู้พูดบรรยายไว้อย่างหนึ่ง พอมาบรรยายอีกครั้งปรากฎว่าพูดไม่สอดคล้องกับที่พูดไว้ สงสัยว่าใช่หรือไม่ ก็ต้องมาดูจากบันทึกเป็นเครื่องยืนยัน คนฟังมักเป็นบุคคลที่ได้เปรียบ เพราะมีโอกาสนำคำพูดของคนหลายคนมาไตร่ตรอง ยิ่งคนที่ชอบแย่งกันพูดมักไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น จะไม่ค่อยมีโอกาสเอาคำพูดของคนอื่นมาคิด เพราะไปคิดว่าความคิดของตนเองถูกเสมอเลยไม่มีโอกาสเปิดใจให้กว้าง
        ได้ยินได้ฟังมาพอสมควร น่าจะยอมเชื่อ ได้ว่า พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 ดี ต้องเชิญชวนให้คนอ่านทำความเข้าใจด้วย วิธีการสอนให้คนคิดเป็นสิ่งดี คนที่สามารถช่วยเหลือตนเอง แก้ปัญหาได้ นับว่าเป็นบุคคลเก่ง มีความสามารถ แม้แต่สุนัขยังฉลาดสามารถแก้ปัญหาได้ ทำไมคนจะไม่คิดแก้ปัญหาให้ได้
        สุนัขพันธุ์ฝรั่งที่คนไทยชอบเลี้ยงเจ้าของจะรักมากเพราะดูแล้วน่ารัก ไม่สกปรกเหมือนสุนัขพันธุ์ไทย สุนัขพันธุ์ไทยจึงถูกเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลยให้อยู่ตามลานบ้าน ส่วนสุนัขพันธุ์ฝรั่งถูกเลี้ยงไว้ในบ้าน กินของดีๆ เลี้ยงอย่างทนุถนอม แต่สุนัขพวกนี้ไม่ค่อยฉลาด วันหนึ่งสุนัขพันธุ์ฝรั่งตัวเมียแอบรักกับสุนัขพันธุ์ไทย แล้วแต่งงานกันโดยที่เจ้าของไม่ทราบ ลูกออกมาสีขาวแต่ขนเกรียน เรียกว่าเลือดสุนัขพันธุ์ไทยเข้มข้นกว่า เจ้าลูกสุนัขพันธุ์ทางจึงถูกเลี้ยงอยู่ที่ลานบ้าน ลูกสุนัขตัวนี้ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นมา ชอบเดินตามเด็กรับใช้ข้ามถนนไปซื้อของ เด็กรับใช้เล่าว่า เวลาจะเดินทางข้ามถนน เจ้าสุนัขตัวนี้จะยกขาหน้าสองขาเกาะบั้นเอวเด็กรับใช้ตัวน้อยๆ แล้ววิ่งด้วย 2 ขาหลัง ทุกครั้งเมื่อมีการข้ามถนนไป - กลับ รถทุกๆ คันที่วิ่งผ่านจะจอดให้ทั้งคนและสุนัขข้ามถนน ต่างหัวเราะชอบอกชอบใจ พากันดูสุนัขแสนรู้เกาะเอวเด็กเดินข้ามถนน ดูซิ! คนหนอคน เวลาคนข้ามถนนปล่อยให้รอกันนานแสนนานไม่ยอมหยุดรถให้ข้าม แต่สุนัขข้ามถนน ช่วยกันหยุดรถให้ข้ามถนน
         สุนัขยังรู้จักคิดแก้ปัญหา การหัดให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด และขอเตือนว่า "ครูต้องคอยดูแล" ขั้นตอนของการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด อย่าเข้าใจผิดว่า "ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของครู"
        สำหรับ พระราชบัญญัติการศึกษา 2542 ที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือผู้เรียนก็ให้บรรดา ครู-อาจารย์ ค่อย ๆ ศึกษาถึงรายละเอียดต่อไป แต่ปัญหาของ พ.ร.บ. การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับครูหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการประกันคุณภาพการศึกษามีผลทำให้ครูเกิดความวิตกกังวลยังไม่พอ ยังมี "ใบประกอบวิชาชีพ" เพิ่มขึ้นอีก เลยทำให้บรรดาครูทั้งหลาย พากันคิดและวิตกกังวลกันไปต่างๆ นาๆ บางคน ถึงกับท้อแท้ คิดมากกลายเป็นโรคประสาทไปก็มี ไม่ขู่ก็เหมือนขู่ ทำเอาครูตกอกตกใจไปตามๆ กัน
        สมัยก่อนการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งให้ครู ครูต้องทำผลงานทางวิชาการจึงจะได้ระดับ 7 ครูที่ขยันก็ต่อสู้พัฒนาตนเองทำผลงานเพื่อให้ได้ระดับ 7 แต่พอวันดีคืนดี นักการเมืองที่ทำหน้าที่บริหารการศึกษาก็เลื่อนตำแหน่งให้ครูได้ระดับ 7 โดยไม่ต้องทำผลงาน เล่นเอาครูที่ต่อสู้จนผลงานผ่านผิดหวังไปตามๆกัน เพราะคิดว่าตัวเองเหนื่อยเปล่า อยู่ดี ๆ คนที่ไม่ได้ทำผลงานก็ได้ระดับ 7 ติดบ่า ชั้นพิเศษกันไปหมด ทั้งๆ ที่ตนเองนั้นต้องทำผลงานด้วยความยากลำบากจึงจะได้ระดับ 7
         มาถึงสมัยนี้ ปีนี้ มีพระราชบัญญัติการศึกษาใหม่ ก็อยากจะให้ครูพัฒนาตนเอง เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ครูก็เลยหยุดนิ่งกันไปหมดจะไปทำอะไรกันอีก ไม่ต้องทำก็ได้แล้ว
         การแยกเงินเดือนครูออกมาจากเงินเดือนข้าราชการก็เป็นการดี โดยครูที่พัฒนาตนเอง ก็จะได้เงินเดือนอีกระดับหนึ่ง ถ้าคิดให้ดีก็คล้ายๆ กับของเก่า ใครเกียจคร้านไม่พัฒนาตนเอง ก็จะย่ำอยู่กับที่ ครูเก่าก็ไม่มีโอกาสได้ใบประกอบวิชาชีพครูถาวร ถ้าไม่เอาใจใส่ ตั้งใจพัฒนางาน พัฒนาตนเอง ก็คงจะไม่ก้าวหน้าเช่นกัน
         งานพัฒนาการศึกษาของชาติเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถทำงานนี้ให้บรรลุเป้าหมายได้ตามลำพังคนๆ เดียว หรือคนกลุ่มเล็กๆ งานจะสำเร็จได้ต้องอาศัยพลังร่วมกันของคนส่วนใหญ่ เสมือนการสร้างบ้านถ้าให้คน ๆ เดียวสร้าง กว่าจะตอกเข็ม เทเสา เทคาน ฯลฯ อาจทำไปจนตลอดชีวิตก็สร้างไม่เสร็จ แต่การร่วมมือกันทำด้วยคนจำนวนมาก มีความรู้ความสามารถหลายแขนง จะช่วยทำให้ไปถึงเป้าหมายได้รวดเร็ว
         จงช่วยกันให้กำลังใจครูอาจารย์หน่อย ช่วยให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง จะได้มาช่วยกันพัฒนาการศึกษาของชาติ การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องเสริมกำลัง สร้างแรงจูงใจ ถ้าคนกลัว จิตใจหดหู่ จะหมดเรี่ยวหมดแรง ก็จะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ จะทำอะไรก็ตาม ควรค่อยๆ วางแผน ทำไปทีละอย่าง และทำให้สำเร็จเสียก่อนทีละขั้น แล้วค่อยทำขั้นต่อไป การทำงานได้สำเร็จขั้นหนึ่ง จะส่งผลให้มนุษย์มีกำลังใจที่จะทำงานขั้นต่อไปให้สำเร็จ
         ในอดีตผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอาจคิดอยากจะอบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา ได้มองเห็นว่าเนื้อหาของวรรณคดีบางตอนน่าจะมีคุณค่าให้เด็กได้จดจำและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จึงได้กำหนดเอาไว้ให้เด็กใช้เป็นบทท่องจำ เมื่อสมัยก่อนเด็กๆ ถูกบังคับให้ท่องจำวรรณคดีไทยของกวีเอกที่แต่งไว้ โดยคัดบทกลอนที่พิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์ใช้ให้เป็นบทท่องจำ เด็ก ๆ ก็ท่องกันไป ทราบแต่เพียงว่า "ครูสั่งให้ท่อง" และต้องท่องให้ได้ มิฉะนั้นเวลาสอบจะเขียนกลอนตอบไม่ได้ บทท่องจำหลายบทมีประโยชน์มาก ถ้าลองย้อนไปคิดวิเคราะห์ให้ดี เด็ก ๆ ในสมัยก่อนจะท่องไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดว่ามีประโยชน์อย่างไร? และจะเอาไปใช้ได้อย่างไร? ในสมัยนั้นครูน่าจะสอน น่าจะบอกว่า "สิ่งที่ให้นักเรียนท่องจำนั้นมีประโยชน์อย่างไร? และจำนำไปใช้ได้อย่างไร? " เช่น
         "บทดอกสร้อย"เด็กเอ๋ย เด็กน้อย...." เขาสอนให้เด็กมีมานะ อย่าเกียจคร้าน เร่งศึกษา เล่าเรียน เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะได้มีวิชาเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพได้ในอนาคต ซึ่งการเรียนนั้นให้ประโยชน์มากมาย ……." ทำไมจึงต้องให้ท่องจำ" เพราะท่องแล้วจะได้จำใส่ใจไว้ เพียงแต่ว่าในขณะนั้น ผู้ท่องไม่ได้รับการบอกเล่าหรือบอกให้ตีความหมายผู้เรียนจึงไม่เกิดความคิดรวบยอดและไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
         "สูตรคูณ" ที่ท่องทุกเช้าทุกเย็น ใครบ้างที่กล้าปฏิเสธว่าปราศจากประโยชน์โดยสิ้นเชิง แม้ว่าโลกจะเจริญขึ้นมากมาย เราก็ไม่ได้ยกเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องคิดเลขไปได้ทุกหนแห่ง แม้จะบอกว่าเครื่องคิดเลขเล็กสามารถจะพกพาไปได้เสมอ แต่ถ้าวันไหนเกิดลืม เครื่องหายไปหรือเครื่องเสีย คุณก็สามารถใช้ความรู้ในสมองที่มีอยู่ใช้ประโยชน์ได้ แม้จะบวก ลบ คูณ หาร ช้าหน่อย ไม่เร็วเหมือนเครื่องบวกเลข เราก็สามารถทำได้ เรื่องการท่อง "สูตรคูณ" อยากจะขอไว้ อย่าทิ้งเสีย ให้เด็กท่องจำไปเถอะ สมองเด็กกำลังใช้งานได้ดี จำได้ง่ายคงไม่เสียเวลามากมายอย่าลืมของเก่า เก็บๆ เอาไว้บ้าง เป็นการฝึกสมองเด็กไปในตัว
         กลอนของสุนทรภู่ หลายคนคงจำได้ เรามักจะได้ยินนักเรียนท่องกลอนสุนทรภู่ "บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหงั่งวังเวงแว่ว……." อย่าไปคิดว่าไม่มีประโยชน์ ท่านกวีเอก สอนมนุษย์ให้รู้จักคิดวิเคราะห์ในการคบหาสมาคมกับคนทั่วไป ในโลกนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่เราพบอาจไม่จริงใจต่อเรา อาจทำให้เกิดอันตรายแก่เราได้ ท่านสอนให้ระวังตัว และเน้นว่า "รู้อะไรไม่สู้ รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักรักษาตัวให้รอดแล้ว แม้มีวิชามากมายก็ไร้ค่า เข้าทำนอง "ความรู้ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด"
         สุนทรภู่มีบทกวีสอนคนมากมายหลายอย่าง เช่น "อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย……" ท่านมีข้อคิดดี ๆ เขียนให้คนอ่านมากมาย ถ้าผู้อ่านรู้จักนำเอามาคิดวิเคราะห์แล้วนำเอาไปใช้จะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอย่างใหญ่หลวง สิ่งที่น่าคิดคือ ท่านกวีเอกของไทย ท่านคิดได้ และสามารถใช้บทกวีของท่านสั่งสอนคนได้ แต่ท่านก็ไม่สามารถนำเอาไปปฏิบัติในชีวิตจริงของท่านได้ การรู้จักมองการณ์ไกล การยอมรับต่อสภาพที่แท้จริง การรู้จักกาลเทศะ การอ่อนน้อม ถ่อมตน การรู้จักใช้ลมปากไปในทางที่เหมาะสมถูกต้อง ชีวิตของท่านน่าจะมีความสุข และได้รับการอุปการะเลี้ยงดูในรัชสมัยต่อมา "ท่านคิดได้ แต่ทำไม่ได้" ชีวิตบั้นปลายของท่านจึงต้องซัดเซพเนจรไปเขียนโคลงกลอนรำพึงรำพันถึงแต่ความหลังครั้งก่อนอย่างน้อยอกน้อยใจ
         การคิดต้องคู่กับการทำ เน้นให้ผู้เรียนคิดได้ ปฏิบัติได้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คณะครุศาสตร์สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีนโยบายในการพัฒนาคนโดยให้คนเข้าใจสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่ ความสำเร็จในชีวิตมนุษย์มีคุณสมบัติส่วนตัวของแต่ละบุคคลเป็นพื้นฐาน ถ้าส่วนตัวเป็นคนดื้อรั้นไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แล้วบุคคลผู้นั้นย่อมพัฒนายาก คณะครุศาสตร์มุ่งเน้นให้นักศึกษา รู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง ดึงเอาคุณสมบัติพิเศษในตัวเองออกมาใช้ให้ได้ สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานในการสร้างความสำเร็จให้ตรงตามความสามารถของแต่ละบุคคล พยายามให้นักศึกษาคิดให้ได้ เข้าใจให้ได้ และเสริมสร้างความสำเร็จด้วยความขยันมานะ อดทน มีจิตใจมั่นคงที่จะผลักดันงานไปสู่เป้าหมาย ทุกคนจะต้องสร้างเป้าหมายแล้วสร้างมนุษยสัมพันธ์อันดีงาม อ่อนน้อม ถ่อมตน อดได้ รอได้ ยิ้มรับกับปัญหา หน้าตาเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสโดยถือว่า "ปัญหา หรืออุปสรรค เป็น "ยากำลัง" ขนานเอก ที่ทำให้มนุษย์เกิดการต่อสู้อย่างไม่ลดละ" การที่บุคคลมีกำลังใจ คิดว่าจะต้องทำอะไรได้สำเร็จ รวมกับความมานะพยายามย่อมเป็นหลักประกันว่าเขาเหล่านั้นมีโอกาสจะวิ่งถึงเป้าหมายได้ถึง 80% จะมีเหลือเผื่อไว้สำหรับความล้มเหลวอันเกิดจากเหตุสุดวิสัยเพียง 20% เท่านั้น ผิดกับบุคคลที่คิดว่าตนเองจะทำงานนั้นไม่สำเร็จ ย่อมเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าเขาผู้นั้นจะบรรลุเป้าหมายได้ยาก เพราะความ ล้มเหลวเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือกระทำงานแล้ว ถ้าท่านคิดว่าจะทำงานไม่สำเร็จ งานนั้นจะไม่สำเร็จอย่างแน่นอน
         การกระทำสิ่งใดให้สำเร็จ ผู้กระทำต้องมีความพร้อมก่อน ความพร้อมจะทำให้เกิดความมั่นใจ การสร้างความขยันมานะอดทนขึ้นมาเสริมสร้างจะเป็นแรงบันดาลใจอย่างมหาศาลที่จะทำให้สำเร็จ สมดังเจตนา คนที่ไม่เคยมีความพร้อมและมีความเกียจคร้านรวมอยู่ด้วย ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มกระทำ งานใดๆ เพราะเขาเหล่านั้นจะประสบความล้มเหลวโดยไม่ต้องเสียเวลาไปเริ่มทำงาน
         ท่านทราบหรือไม่ว่า "ทำไมบัณฑิตจึง ตกงาน" ทั้ง ๆ ที่งานมีอยู่มากมายที่จะให้เขาทำ เขาเหล่านี้ "ไม่สู้งาน" "เป็นคนหยิบโหย่ง" หรือเรียกว่า "เหยียบขึ้ไก่ ไม่ฝ่อ" "งานหนักไม่เอา งานเบาไม่สู้" "รักความสะดวก สบาย" "ไม่ใฝ่ใจในการทำงาน" "ขาดความอดทน" "เกียจคร้าน" "ไม่มีความรับผิดชอบ" คิดแต่เรื่องสนุกสนาน เห็นงานแล้วกลัว ไม่เคยคิดแก้ปัญหา ไปทำงานที่ไหนก็อยู่ไม่นาน สาเหตุหลักเพราะสู้งานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น งานมากไป ทำงานไม่เสร็จ ยโส แข็งกระด้าง อวดดี ลักษณะของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "บัณฑิต" เป็นอย่างนี้แล้ว จะไปทำงานที่ไหนได้ วิ่งเข้าวิ่งออกบริษัทนั้นที บริษัทนี้ที ปรากฏว่าที่ไหนก็ไม่ดี พอถึงคราวไม่มีเงินใช้จริง ๆ ก็คิดว่า จะสู้งานแล้ว พอทำไปได้ไม่นาน ก็ออกลายอีก คือ "สู้ไม่ไหว" เบื่อ! เจ้านายจู้จี้ จุกจิก ใจร้อน บ่นเก่ง จะเอาแต่งาน ไม่เห็นใจลูกน้อง เพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี เอารัดเอาเปรียบ เข้ากันไม่ได้ นี่คือคุณสมบัติของคนตกงาน ไม่มีคนขยัน คนอ่อนน้อมถ่อมตน คนใดตกงาน ไปอยู่ที่ไหนเจ้านายก็รัก ก็ชอบ มีทั้งความอดทน เสียสละ เจ้านายมอบงานให้ก็ตั้งใจทำ ไม่บ่นไม่ว่า ไม่นินทานาย จะทำงานได้ทุกประเภท คนเราถ้าไม่เลือกงาน ไม่เกี่ยงงานแล้ว จะไปตกงานได้อย่างไร เพราะงานอะไร ก็ทำได้ คนเหล่านี้จะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จของชีวิตในที่สุด เมื่อเป็นลูกน้อง จะขยัน มีมานะ อดทน เอาใจใส่ในการทำงาน เมื่อได้เป็นหัวหน้าก็เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง เป็นตัวอย่างที่ดีของลูกน้อง ใคร ๆ ก็เกรงอกเกรงใจ ทำงานอะไร ก็มีแต่ความสำเร็จ
         การพัฒนาคนที่เป็น "บัณฑิต" เต็มตัว ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมจำเป็นมาก ที่จะช่วยกันพัฒนาคนเหล่านี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง การสร้าง "บัณฑิต" ให้เป็นที่พอใจของผู้ใช้บัณฑิต น่าจะมีส่วนช่วยให้บัณฑิตตกงานน้อยลง ค่อย ๆ ทำไป พัฒนาไปเรื่อย ๆ ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และพยายามผลักดันให้ผลงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
         คณะครุศาสตร์เริ่มวางแผนในการพัฒนาบัณฑิตครู ให้เป็นผู้รอบรู้ สร้างเกราะป้องกันตัว สามารถปรับตัว ต่อสู้ชีวิตได้ในหลายรูปแบบ ไม่ได้หมายความว่าประกอบวิชาชีพครูแล้วจะต้องตกงาน บัณฑิตครุศาสตร์ จะต้องพัฒนาตนเอง ฝึกงานคอมพิวเตอร์ ทางคณะครุศาสตร์มีห้องปฏิบัติงานคอมพิวเตอร์ไว้ให้นักศึกษาได้ใช้พิมพ์รายงาน ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อจบการศึกษาแล้ว บัณฑิต ครุศาสตร์สามารถที่จะทำงานทุกชนิดได้ ในสังคมปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการผ่อนแรงอย่างมากมาย บัณฑิตที่ผ่านการฝึกคอมพิวเตอร์มาแล้ว สามารถสมัครงานตามโรงงาน บริษัท ห้างร้านได้ ความรู้ที่บัณฑิตครูมีอยู่ จะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าไปแข่งขันในตลาดได้ เดี๋ยวนี้แม้แต่การทำบัญชีก็ไม่ต้องใช้สมองใช้แรงงานให้ยุ่งยากอย่างสมัยก่อน โปรแกรมบัญชีจะสามารถช่วยให้ทำบัญชีได้รวดเร็ว และมีความผิดพลาดน้อยมาก
         นอกจากความรู้เบื้องต้นที่ให้กับบุคคลที่จะเป็นบัณฑิตแล้ว คณะครุศาสตร์ยังฝึกให้นักศึกษารู้จักมรรยาทของสังคม ฝึกการอ่อนน้อม ถ่อมตน ฝึกความขยัน มีมานะอดทน สู้งาน รู้จักใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหาอย่างฉลาด รอบคอบ ตัดสินใจแก้ไขปัญหาไปในทิศทางที่สังคมยอมรับ การอบรมสั่งสอน จะสอดแทรกไปกับบทเรียน ส่วนภาคปฏิบัติจะกระทำเมื่อนักศึกษาเรียนวิชาการสังเกตและการมีส่วนร่วม ส่วนการฝึกภาคปฏิบัติงานจะกระทำกันจริงจังเมื่อออกฝึกปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ นักศึกษาจะเรียนรู้ชีวิตจริง ฝึกการยอมแพ้เสียสละ เน้นการอ่อนน้อมถ่อมตน มีมรรยาทเรียบร้อย สุภาพอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส เคารพ นบไหว้ครูอาจารย์ในโรงเรียนที่ไปฝึกสอน ยินดีทำงานทุกอย่างที่ครูพี่เลี้ยงและทางโรงเรียนมอบให้ โดยที่ไม่ปริปากบ่น ยิ้มรับ ฝึกการสู้งาน และฝึกการทำงานให้สำเร็จ โดยถือว่า "การทำงานมาก เป็นประสบการณ์ของชีวิต" ทำให้เข้าใจวิธีการทำงานมากขึ้น ถือว่าเป็นกำไรชีวิตที่ต้องเก็บตก และแสวงหาเอาไว้ในช่วงที่อยู่ในเวลาของการฝึกปฏิบัติงาน
         หลังจากการฝึกงานผ่านไปอย่างจริงจัง ปัญหาของนักศึกษารุ่นก่อนๆที่เข้ามามากมาย เช่น เด็กไม่สนใจเรียน ครูพี่เลี้ยงใช้ให้สอนแทนบ่อยๆ ปัญหาเหล่านี้หมดไป นักศึกษาได้รับการอบรม สั่งสอนให้อดทน ให้หัดแก้ปัญหาโดยที่ไม่ให้นำปัญหากลับสู่สถาบัน กรณีที่นักศึกษาไม่สามารถแก้ปัญหาได้จะถือว่าเขาเหล่านั้นไม่ผ่านการฝึกปฏิบัติงาน เขาจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเองให้สำเร็จจึงจะจบการฝึกงาน
         นักศึกษารุ่นก่อน ๆ ชอบมีปัญหากับครูพี่เลี้ยงและผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่นักศึกษารุ่นปัจจุบันเรียนรู้ที่จะปรับตัว สร้างมิตรไมตรี สู้งานทุกอย่าง นักศึกษาวิชาเอกจิตวิทยาและการแนะแนว ที่ออกฝึกสอนเมื่อภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2541 ประสบความสำเร็จที่โรงเรียน ฝึกสอนแห่งหนึ่งซึ่งได้ฝึกสอนร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันมีชื่อแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่า นักศึกษาทั้ง 3 คนที่ฝึกสอนอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้ฝึกปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ได้รับคำชมเชยจากทางโรงเรียนมากมาย เขาถูกฝึกให้รู้จักยอมแพ้ ให้อภัย เมื่อมีปัญหากับผู้ใหญ่จะไม่ก้าวร้าว ยอมรับผิดแต่โดยดี โดยไม่ต้องคิดโต้แย้งว่าตนเองไม่ผิด ทำอะไรให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจรีบยกมือไหว้ ขอโทษ นักศึกษาไม่เพียงแต่มีความขยันเท่านั้น เขายังสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับครูอาจารย์ในโรงเรียน ด้วยการยิ้มแย้ม แจ่มใส อ่อน-น้อม ถ่อมตน มีสัมมาคารวะ ยกมือไหว้เมื่อพบปะและอำลาเมื่อเลิกงาน ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน เสร็จสิ้นการฝึกงาน นักศึกษาทั้ง 3 คนได้นำ ผย. (ผ่านยอดเยี่ยม) กลับสู่สถาบันทุก ๆ คน
         จากการวางแผนการฝึกปฏิบัติงานรุ่นที่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนที่กล่าวข้าวต้นเท่านั้นที่ได้ ผย. นักศึกษาที่ไปฝึกสอนที่โรงเรียนอื่นต่างก็นำ ผย. กลับมาให้อาจารย์ได้ชื่นชมกันเป็นส่วนมาก ทางคณะครุศาสตร์ หวังอย่างยิ่งว่า การฝึกอบรมนักศึกษาให้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีในระหว่างฝึกปฏิบัติงานนี้ จะสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง เมื่อเขาได้ไปปฏิบัติงานจริง เขาจะรู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมจะเป็นผลให้นักศึกษาได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บัณฑิต
         ในรุ่นต่อๆ มา เมื่อนักศึกษาถูกเรียกตัวกลับมาสัมมนาระหว่างฝึกสอน เขาจะกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และแจ้งว่าไม่มีปัญหาใดๆ นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า "ปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว" เมื่อมีการปฐมนิเทศนักศึกษาออกฝึกสอน เขาจะได้รับการบอกกล่าวว่า "เป็นบทบาทของพวกเขาที่จะต้องต่อสู้อุปสรรค เผชิญปัญหาและแก้ปัญหาทุกอย่างให้สำเร็จ"
         เมื่อหลายปีก่อนเคยเขียนโฆษณาในแผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ของภาควิชาจิตวิทยาฯ ให้กรมการฝึกหัดครูเกี่ยวกับบัณฑิตจิตวิทยาและการแนะแนว โดยประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า นักศึกษาที่จบปริญญา "จิตวิทยาและการแนะแนว" ไม่ใช่แต่จะไปเป็นครูแนะแนวอย่างเดียว เขาเหล่านี้สามารถทำงานได้ตั้งหลายอย่าง เช่นไปทำงานด้านบริหารงานฝ่ายบุคคลของบริษัทห้างร้าน โรงงานก็ได้ ไปเป็นผู้ช่วย จิตแพทย์ก็ได้ ไปเป็นผู้ช่วยตำรวจสอบสวนผู้ต้องหาก็ได้ หรือไปอยู่ตามศาลแขวงมีหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของผู้ต้องหาซึ่งกลับมาที่ศาลแขวงทุก ๆ เดือน แทนที่จะใช้นักกฎหมายน่าจะใช้ นักแนะแนวจะดีกว่า นอกจากนั้นยังสามารถไปทำงานบัญชีตามบริษัทได้อีก ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนวในสมัยนั้นได้ส่งนักศึกษาไปหาสถานที่ฝึกงานช่วงภาคฤดูร้อนเป็นการหางานทำไปในตัว และได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้นด้วย พอจบการศึกษาแล้ว ถ้านักศึกษาคนใดสร้างความประทับใจให้กับสถานประกอบการใด ได้งานทำเป็นประจำก็มี
         การเผยแพร่ทางแผ่นพับ ช่วงนั้นทราบว่ามีหลายสถาบันคิดและนำไปใช้ นับว่ามีประโยชน์ อย่างมาก
         คณะครุศาสตร์สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใคร่เชิญชวนให้พวกเราชาวราชภัฏช่วยกันสร้างบัณฑิตของเรา ให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บัณฑิต เป็นการประกันคุณภาพไปในตัว บัณฑิตของราชภัฏที่มีคุณภาพ อาจเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ในอนาคต
1