ความเคลื่อนไหวของซาฟิร่า ในตลาดโลก...

15 พฤศจิกายน 2545

หลังจากเปิดตัวโกยยอดขายมาหลายปี ตอนนี้คู่แข่งก็เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ซาฟิร่าจึงถึงเวลาต้องปรับปรุงหน้าตากันนิดหน่อย ก่อนจะถึงกำหนดการเปลี่ยนโฉมทั้งหมดในปี 2004 สำหรับไมเนอร์เชนจ์ของซาฟิร่า โดยสรุปมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ

ภายนอก
1. ไฟหน้า มีอ๊อปชั่นไฟซีนอนให้เลือก
2. กระจังหน้าใหม่ แบบเดียวกับเวคตร้าใหม่
3. ไฟท้ายใหม่ เปลี่ยนเลนส์ไฟเลี้ยวเป็นสีขาว

ภายใน
1. คอนโซลกลาง เป็นสีเทาเมทัลลิค หรือสีบรอนซ์เงิน
2 ในรุ่น Executive ระบบแอร์เป็นแบบอัตโนมัติ
3. พนักท้าวแขนเบาะหน้า มีที่เก็บของเพิ่มมา
4. พนักเบาะหลัง ปรับเอนลงได้ 6 องศา
5. พนักเบาะหลัง แยกพับได้ 40/20/40

เนื้อหาโดยละเอียด เชิญอ่านกันได้ครับ
หรือเข้ามา discuss กันได้ในเว้บบอร์ดครับ


2 สิงหาคม 2544

มีข่าวลือออกมาแว่วๆพักนึงว่า กันยายนนี้ โอเปิลจะทำการปรับปรุงหน้าตา (ฝรั่งเรียกว่า เฟสลิฟต์ หรือที่เราคุ้นกันว่า ไมเนอร์เชนจ์) ซาฟิร่าใหม่ ให้สดใสไฉไลขึ้น... แต่หลังจากเช็คข่าวดูจากทางจีเอ็มแล้ว คงยังไม่มีการปรับปรุงซาฟิร่าในปีนี้ครับ ก็รอลุ้นกันใหม่ปีหน้า อาจจะออกมาในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ เดือนมีนาคม 2002

แต่ก็มีการปรับปรุงเรื่อง ความปลอดภัย ด้วยการติดตั้งถุงลมนิรภัย ส่วนศีรษะ ในซาฟิร่ารุ่นปี 2002 ครับ รายละเอียดไปอ่านกันได้ที่นี่ครับ


7 เมษายน 2544

หนังสือรถต่างประเทศบอกว่า นี่คือ world's first hot MPV ครับ

โอเปิล นำซาฟิร่า วางเครื่อง 2.0 เทอร์โบ 190 แรงม้า ออกโชว์ในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในรูปแบบรถต้นแบบก่อน แต่คาดว่าหลังจากจบโชว์ คงจะออกขายจริง ซาฟิร่า เทอร์โบคันนี้ ใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับที่วางใน แอสตร้า คูเป้ 2.0 เทอร์โบ ตัวแรงสุดของแอสตร้า คูเป้ ตามสเป๊คบอกว่า ทำ 0-100 ใน 8 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม/ชม แต่งหล่อด้วยสเกิร์ต กับสปอยเลอร์ รอบคัน พ่นสีคิ้วข้างสีเดียวกับตัวรถ แม็กขนาด 17 นิ้ว ยาง 225/45

ราคาในอังกฤษ เคราะไว้ที่ประมาณ 20,000 ปอนด์ ก็ราวๆ 1.3 - 1.4 ล้านบาท...เอื๊อก


3 กันยายน 2543
โอลิมปิคที่ซิดนีย์ปีนี้ เมื่อนักวิ่งมาราธอนเข้าเส้นชัย เพื่อนๆจะได้เห็นรถนำ (pace car) คือ ซาฟิร่า ครับ โดยจะตีตราไว้ข้างประตูว่า "HydroGen1"

แต่ที่พิเศษไปกว่ารถของพวกเราคือ รถคันนี้จะพ่นไอเสียเป็น "ไอน้ำ" เท่านั้น การันตีได้ว่านักวิ่งปอดเหล็ก จะไม่ต้องสูดควันที่มีทั้ง คาร์บอนไดออกไซด์ หรือพวกไฮโดรคาร์บอน จากไอเสียรถทั่วๆไป

ใต้ฝากระโปรงซาฟิร่ารุ่นพิเศษคันนี้ เป็นเครื่องยนต์ขนาดเท่าเครื่อง 4 สูบธรรมดา ที่เราใช้กันอยู่นี่ล่ะครับ แต่เป็นเครื่องที่ใช้ เซลล์ เชื้อเพลิง เป็นหลัก เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนตัวนี้ มีขนาดราว 1 ใน 3 ของเครื่องยนต์ลักษณะเดียวกัน ที่เคยผลิตมาก่อน แต่ให้พลังงานมากกว่า ราว 60 เปอร์เซ็นต์ คือ 109 แรงม้า

HydroGen1 จะใช้เชื้อเพลิงคือ ไฮโดรเจนเหลว ที่บรรจุอยู่ในแทงค์ ใต้พื้นรถด้านหลัง บริเวณที่นั่งแถว 3 โดยจุไฮโดรเจนเหลวได้ 75 ลิตร ให้พลังงานกับรถทำให้วิ่งได้ระยะทางประมาณ 400 ไมล์ (ราว 640 กม. - พอๆหรืออาจจะมากกว่าที่เราวิ่งกันอยู่นะครับ) แต่การที่จะจุไฮโดรเจนได้ขนาดนี้ ต้องยกพื้นห้องโดยสารด้านหลังขึ้น 10 เซนติเมตร และยกที่นั่งขึ้นอีก 4 เซนติเมตร

ต้นแบบพลังไฮโดรเจนคันนี้ มีเป้าหมายที่จะผลิตจริง ในราวปี 2004 โดยทางโอเปิลหวังว่า จะสามารถชิงส่วนแบ่งจาก รถพลังไฮโดรเจนยี่ห้ออื่น ได้ราว 10 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2010 และ 25 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2025 (ถึงตอนนั้น คงเปลี่ยนรุ่นซาฟิร่าไปสัก 3-4 รอบแล้วล่ะครับ !!!)

ในการทดสอบรถต้นแบบ เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ต้นแบบซาฟิร่า พลังไฮโดรเจนคันนี้ มีอาการสะอึก และดับ (stall) อยู่หลายครั้ง วิศวกรบอกว่าเป็นผลจากคอมพิวเตอร์รวน ไม่เกี่ยวกับตัวเซลล์เชื้อเพลิง ถ้าเป็นในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานได้ดี ผู้สื่อข่าวบอกว่า มันทั้งเงียบ และเร็ว แยกไม่ออกจาก ซาฟิร่าปกติเลยครับ

อีกไม่กี่สัปดาห์ คงรู้กันว่าวิศวกรจะแก้ปัญหา อาการสะอึกแล้วดับนี้ได้หรือไม่ ไม่งั้น ทั้งนักวิ่งและโอเปิล คงหายใจกันไม่ค่อยสะดวกนัก !!!


ผมพยายามไปค้นข้อมูลมา เพื่อเป็นการสำรวจตรวจตราว่า ซาฟิราที่ขายในบ้านเรา เหมือนหรือต่างจากที่ขายในประเทศอื่นๆในโลก อย่างไร

ซาฟิราในตลาดโลก มีขายอยู่ในชื่อของ "โอเปิ้ล" และ "วอกซ์ฮอลล์" ที่ขายในประเทศอังกฤษโดยเฉพาะ นอกจากนั้นคาดว่า คงจะพะยี่ห้อ "โฮลเด้น" เพื่อวางขายในออสเตรเลีย ภายในอนาคตอันใกล้นี้

ผมใช้ข้อมูลจากเยอรมันและอังกฤษ ในการเปรียบเทียบกับ ซาฟิราที่ขายในเมืองไทยครับ

นอกจากนั้นก็ได้นำ ซาฟิร่าที่ตกแต่งด้วยชุดแต่ง I-line ของ Irmscher ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่นำมาตกแต่งในบ้านเรา มาให้ดูกันด้วยครับ

สำหรับในเยอรมัน ซาฟิรา มีระดับการตกแต่ง 3 ระดับ แบบเดียวกับรถเยอรมันเจ้าอื่นๆ คือ แบบ standard, comfort และ elegance และสำหรับปี 2000 ได้เพิ่มรุ่น Edition 2000 มาอีก 1 รุ่น

รุ่นที่วางขายในเมืองไทย ที่ทาง จีเอ็ม ใช้ชื่อรุ่นว่า 1.8 CD เมื่อตรวจสอบดูรายการอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่ให้มาแล้ว พอจะเทียบเคียงได้กับรุ่น 1.8 Elegance ในเยอรมันยกเว้นอุปกรณ์บางอย่างที่รุ่นประกอบในไทยไม่มี เช่น ไฟตัดหมอกหน้า, เบาะที่นั่งสีดำสลับสีตัวรถ, ระบบแทรคชั่น คอนโทรล, ซันรูฟ, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, ที่ท้าวแขนสำหรับที่นั่งหน้า

ทีนี้มาดูราคากันครับ

สำหรับในเยอรมัน ถ้าต้องการเกียร์อัตโนมัติ เพิ่มเงินอีก 2,315 มาร์ค (42,827 บาท)

ดูจากข้อมูลแล้ว ก็ลองประเมินดูเองนะครับว่า ทางจีเอ็มตั้งราคาหนักเบาอย่างไรในบ้านเรา แต่ความเห็นส่วนตัวผมว่า ถ้าตั้งราคาให้ต่ำกว่า 1 ล้านลงมา เอาเป็น 999,000 ก็ได้ จะดูน่าสนใจกว่านี้อีกเยอะเลย (ต้องให้ไปดูงานกับรองเท้าบาจาซะแล้ว...)

หมายเหตุ :
1. ในต่างประเทศ บททดสอบส่วนใหญ่ จะมีความเห็นตรงกันว่า ซาฟิร่า ตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูงมาก ทำให้ในบททดสอบส่วนใหญ่ หัวข้อ ความคุ้มค่าคุ้มราคา จะได้คะแนนค่อนข้างต่ำ
2. ในอังกฤษขณะนี้ ค่าเงินปอนด์แข็งมาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ

ชุดแต่ง ซาฟิร่า ของ Irmscher

มาดูชุดแต่งดีกว่า ชุดแต่งที่ GM เอามา เป็น I - line น่าจะเป็นเซ็ทเดียว กับที่ลงรูปให้ดูนี่ล่ะครับ เป็นชุดของ Irmscher สำนักแต่งที่ผูกขาดกับ Opel มาตลอด พอดีไปค้นเจอรูป ก็เลยเอามาให้ดู เผื่อจะได้เตรียมตังค์กันไว้แต่งต่อ

ภาพชุดแต่งของ Irmscher นี้ สามารถหาดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.irmscher.com ครับ หรืออาจจะดูของสำนักแต่งอีกสำนักคือ Steinmetz ซึ่งคุณ Lek&Sons เจ้าประจำของพวกเรา ได้กรุณาไปค้นมาให้ดูครับ

myzafira@yahoo.com

1