สัตววิทยา ( zoology ) รหัส ( 258131 )เซลล์และการแบ่งเซลล์ เนื่อเยื่อ ความหลากหลายของสัตว์ ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียน ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบประสาท ลักษณะทางพันธุกรรม นิเวศวิทยา พฤติกรรม

555เซลล์และการแบ่งเซลล์ 555

1. สิ่งมีชีวิตประกอบด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด คือ เซลล์
2. เซลล์พื้นฐานของสิ่งมีชีวิต มี 2 ชนิด คือ Prokaryotic cell และ Eukaryotic cell
3.Eukaryotic cell ประกอบด้วย
          - Cell membrane = ส่วนที่หุ้มห่อ และป้องกันอันตรายให้เซลล์
          - Cytoplasm + Organnelles = ของเหลวและองค์ประกอบย่อยภายใน
          - Nucleus = ศูนย์ควบคุมการทำงานของเซลล์ และเก็บสะสมสารพันธุกรรม
4. การศึกษาโครงสร้าง และองค์ประกอบภายในของเซลล์ให้เข้าใจพร้อมทั้งศึกษาหน้าที่การทำงานด้วย
5. คุณสมบัติอย่างหนึ่งของเซลล์ คือความสามารถในการเพิ่มจำนวนเซลล์โดยการแบ่งเซลล์
6. การแบ่งเซลล์ประกอบด้วยกระบวนการ 2 อย่าง คือ การแบ่งนิวเคลียส และการแบ่งไซโตพลาสซึม
7. การแบ่งนิวเคลียสมี 2 แบบ คือ ไมโตซิส และไมโอซิส
8. ไมโตซิส เป็นกระบวนการแบ่งนิวเคลียสเพื่อการสืบพันธ์ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และเพิ่มจำนวนเซลล์ร่างกายในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ผลจากการแบ่งจะได้ เซลล์ลูก 2 เซลล์  ลักษณะเหมือนเซลล์แม่ทุกประการ
9. ไมโอซิส เป็นกระบวนการแบ่งนิวเคลียสเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธ์ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ มีการแบ่ง 2 ขั้นตอน ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์ มีลักษณะต่างจากเซลล์แม่

เนื้อเยื่อ ( tissues)

1. เนื้อเยื้อ หมายถึง กลุ่มเซลล์ ที่มีลักษณะเหมือนกัน มารวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน
2. ลักษณะของเนื้อเยื่อประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนที่เป็นเซลล์ และสารระหว่างเซลล์ ( Intercelluler matrix )
3.เนื้อเยื่อในร่างกายสัตว์ชั้นสูง แบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ
    1. เนื้อเยื่อบุผิว ( Epithelial tissue )
    2. เนื้อเยื่อเกี่ยวผัน ( Connective tissue )
    3. เนื้อเยื่อเลือด ( Blood tissue )
    4. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ( Musculer tissue )
    5. เนื้อเยื่อประสาท (Nervous tissue )
4. การดูลักษณะของกล้ามเนื้อแต่ละชนิดใด ต้องอาศัยลักษณะภาคปฏิบัติ
5. บทเรียนนี้เน้นทักษะความเข้าใจด้วยการสังเกตว่า โครงสร้างของเนี้อเยื่อที่พบเป็นเนื้อเยื่อชนิดใด
6. อวัยวะของสัตว์ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งได้ศึกษาในบทนี้

ความหลากหลายของสัตว์

1. บทนี้ศึกษา เกณฑ์ต่างๆที่นำมาจำแนกหมวดหมู่สัตว์ ออกเป็นหมวดหมู่ เช่น Symmetry,Coelon,ช่องทางเดินอาหาร และ การเจริญของ Embryo
2. ความสำคัญของชื่อวิทยาศาสตร์ ( Scientific name )
3. สัตว์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
        - สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ( Invertebrate )
        - สัตว์มีกระดุกสันหลัง       ( Vertebrate )
4. สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีหลายไฟลัม ( Phylum ) ตั้งแต่พวก ฟองน้ำ ( P.Porifera ) จนถึง พวกที่มีลำตัวเป็นหนาม ( P.Echinodermate )
5. ชื่อไฟลัม มาจากลักษณะสำคัญของกลุ่มสมาชิก
6. วัตถุประสงค์ในการศึกษา บทนี้
          - เพื่อให้ทราบลักษณะสำคัญของแต่ละไฟลัม ดดยการศึกษาผ่านที่เป็นตัวแทนของไฟลัม
          - เมื่อทราบชื่อสัตว์ที่เป็นตัวแทน รวมถึงลักษณะสำคัญของแต่ละไฟลัมแล้ว ในการศึกษา บทที่ 5 ( ระบบย่อยอาหาร ) จนถึงบทที่ 11 ( การสืบพันธุ์ และการเจริญของสัตว์ )
             จะมีการเปลียบเทียบ ( Comparative ) ระบบต่างๆซึ่งจะแสดงให้เห็นลำดับของวิวัฒนาการ ผ่านสัตว์ตัวแทนของแต่ละไฟลัม
7. ในการศึกษาสัตว์บางไฟลัมจะเน้นรายละเอียดถึงคลาส ( Class )
8. เน้นรายละเอียด ด้านคุณ และโทษของสัตว์

ระบบย่อยอาหาร

1. ความสำคัญของระบบย่อยอาหาร คือ การเปลี่ยนสารอาหารเพื่อให้มีโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งไปให้เซลล์ใช้
          - เป็นพลังงาน ( ในระบบการหายใจระดับเซลล์ )
          - สร้างเซลล์ใหม่หรือเนื้อเยื่อที่สึกหรอ
          - ซ่อมแซมเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่สึกหรอ
2. ขั้นตอนในกระบวนการกินและย่อยอาหารประกอบด้วย
       - การกินอาหาร ( Ingestion )
       - การย่อยอาหาร ( Digestion )
       - การดูดซึมอาหาร (Absorption )
       - การถ่ายกากอาหาร ( Elimination )
3. การย่อยอาหาร มีทั้งแบบที่เกิดภายในเซลล์ ( Intracellular digestion ) และเกิดขึ้นภายนอกเซลล์ ( Extracellular digestion ) ภายในท่อทางเดินอาหาร
4. สัตว์ส่วนใหญ่ การย่อยอาหารเกิดขึ้นภายในท่อทางเดินอาหาร
5. เปรียบเทียบอวัยวะย่อยอาหารของสัตว์ ตามลำดับวิวัฒนาการ
6. ศึกษาระบบย่อยอาหารของมนุษย์ ในด้านโครงสร้าง และการทำงาน
7. ศึกษา Enzyme ในระบบย่อยอาหาร   ว่าสร้างแล้วหลั่งออกมาจากที่ใด รวมทั้งหน้าที่ใด รวมทั้งหน้าที่

ระบบหมุนเวียน

1. ระบบหมุนเวียน ทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าสู่เซลล์
2. เปรียบเทียบระบบหมุนเวียนแบบต่างๆ ที่พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และสัตว์มีกระดูกสันหลัง
3. สัตว์มีกระดูกสันหลัง นอกจากระบบหมุนเวียนจะทำหน้าที่ลำเลียงอาหารแล้ว ยังทำหน้าที่อื่นๆ
          - ขนส่งสารอื่นๆ เช่น ก๊าซ,ของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์,ฮอร์โมนต่างๆ,เป็นต้น
          - รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย
          - เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
4. ศึกษาชนิดของหัวใจและเส้นเลือด
5. ศึกษาระบบหมุนเวียนของมนุษย์
6. ศึกษาเม็ดเลือดแบบต่างๆ และทำความเข้าใจเรื่องหมู่เลือด
8. ศึกษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ระบบหายใจ

1. การหายใจ ประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ
          - การหายใจระดับเซลล์ ( Cellular respiration ) เกิดขึ้นภายในไมโตคอนเดรีย ( ศึกษารายละเอียดในวิชา ชีวเคมี )
          - การแลกเปลี่ยนก๊าซ ( Gas exchange ) เกิดขึ้นที่อวัยวะแลกเปลี่ยนก๊าซของสัตว์เพื่อรับออกซิเจน แลพจำกัดคาร์บอนไดออกไซด์ ดดยการแพร่ ( Diffusion )
             (เน้นในบทนี้ )
2. เปลียบเทียบโครงสร้างของอวัยวะแลกเปลี่ยนก๊าซในสัตว์ไฟลัมต่างๆ ซึ่งจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีลักษณะบาง,พื้นที่ผิวเปียกชื้น และ อยู่ในบริเวณที่มีการป้องกันอันตราย
3. ศึกษาการหายใจของสัตว์ และมนุษย์
4. ศึกษากลไกการควบคุมการหายใจ ซึ้งมีทั้ง การควบคุมโดยระบบประสาท และการควบคุมโดยสารเคมี
5. ศึกษา ความสำคัญของ Respiration pigment

ระบบขับถ่าย

1. ระบบขับถ่ายมีความสำคัญในการรักษาสมดุลภายในร่างกาย โดยรักษาสมดุลเกลือแร่,กำจัดของเสียที่เกิดจากเมแทบอลิซึม และควบคุมระดับความเข้มข้นของของเหลวในร่างกาย รวมทั้งสมดุลของน้ำด้วย
2. ของเสียที่เกิดจากเมแทบอลิซึม
ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์,น้ำ และของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ แอมโมเนีย,ยูเรีย และกรดยูริก
3. ในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
การรักษาสมดุลเกลือแร่และการขจัดของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการมีวิวัฒนาการให้เหมาะกับรูปร่าง และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
          - พวกฟองน้ำ
และไนดาเรียไม่มีอวัยวะขับถ่ายพิเศษ
          - หนอนตัวแบนมีเนฟริเดียในการขับถ่าย
          - พวกแอนเนลิคใช้เมทาเนฟริเดยในการขับถ่าย
          - มัลพิเกียนทิวบูล
เป็นอวัยวะขับถ่ายที่ช่วยให้แมลงสงวนรักษาน้ำไว้ได้
4. ไตของสัตว์เลี้ยลูกด้วยนมเป็นอวัยวะที่ช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย
          - ไตสร้างปัสสาวะผ่านสู่ท่อไต
ไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ก่อนถ่ายปัสสาวะออกทางท่อปัสสาวะ
          - หน่วยไตประกอบด้วยโกลเมอรูลัส,โบว์แมนแคปซูล
และหลอดไตที่ขดไปมา
          - การสร้างน้ำปัสสาวะประกอบด้วยกระบวนการการกรอง,การดูดกลับและการหลั่งสาร
          - ปริมาณของน้ำปัสวะถูกควบคุมโดยฮอร์โมน
ADH ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการดูดน้ำกลับบริเวณหลอดไตร่วม มีผลให้ปัสสาวะมีความเข้นข้นสูง
          - แอนโดสเตโรน
เป็นออร์โมนที่สร้าง และหลั่งจากต่อมหมวกไตชั้นนอก มีผลกระตุ้นการดูดกลับของ Na+ แต่มีผลให้เกิดการหลั่งสาร K+
               - ปัสสาวะประกอบด้วยน้ำ,ของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ,เกลือแร่,สารส่วนเกิน
และสารที่ร่างกายไม่ต้องการ

ระบบประสาท

1. ระบบประสาทเป็นระบบที่ควบคุมกระบวนการทางสรีรวิทยา และพฤติกรรมของสัตว์
2. เปรียบเทียบวิวัฒนาการของสัตว์
ไม่มีกระดูกสันหลัง และมีกระดูกสันหลัง
3. เปรียบเทียบสมองของสัตว์มีกระดูกสันหลัง
4. ศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาท
ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความต่างศักดิ์ไฟฟ้าที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการควบคุมสารผ่านเข้าออกเยื่อหุ้มเวลล์
5. การสร้างกระแสประสาท
เกิดจากการที่มีสิ่งเร้าในระดับที่แรงพอมากระตุ้นเวลล์ประสาท ทำให้ Na+ ไหลเข้าไปภายในเซลล์ประสาท เกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้า ซึ้งสามารถตรวจวัดได้โดยเครื่องมือที่ เรียกว่า อิเล้กโทรด ซึ่งสามารถเห็นเป็นรูปกราฟได้ทางจอภาพ
6. ศึกษาความเร็วในการนำกระแสประสาท
และการถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาท 2 เซลล์
7. ศึกษาการทำงานของสารสื่อประสาท
และวงจงประสาท
8. ศึกษาการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ
9. ศึกษาโครงสร้าง
และหน้าที่การทำงานของอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ ได้

ลักษณะทางพันธุกรรม

1. ศึกษากฎของเมลเดล
ข้อที่ 1 Law of segregation of gene
ข้อที่ 2 Law of independent assortment
2. ทำความเข้าใจการคำนวณหาเซลล์สืบพันธุ์
3. ทำความเข้าใจการคำนวณหาอัตราส่วนของ จี ไนไทป์และฟีโนไทป์
4. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องยีนแล้วโครโมโซม
5. ศึกษาเรื่องการข่มกันของยีน
6. ศึกษาลักษณะพันธุกรรมที่ควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซมเพศ
7. ศึกษาเรื่องโรค และอาหารต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม

นิเวศวิทยา ( ecology )

1.นิเวศวิทยา เป็นวิชาที่ศุกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
2. การศึกษานิเวศวิทยา
แบ่งการศึกษาได้เป็น 4 ระดับ คือ
     2.1 ระดับสิ่งมีชีวิตแต่ละตัว
     2.2 ระดับประชากร
     2.3 ระดับสังคมสิ่งมีชีวิต
        2.4 ระดับระบบนิเวศ
3. สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งปัจจัยทางกายภาพ และปัจจัยชีวภาพ
4. ปัจจัยทางกายภาพที่มีความสำคัญต่อการกระจายของสิ่งมาชีวิตใน
ชีวภาค ( Biosphere ) ได้แก่ อุณหภูมิ,น้ำและความชื้น,แสงสว่าง,ลม,ดินและหิน
5. ปัจจัยทางชีวภาพ
แบบหนึ่งได้แก่ การกินกันเป็นทอดๆในรูปของห่วงโซ่อาหารซึ่งเป็นการถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิต
6. ปัจจัยจำกัด
เป็นปัจจัยในธรรมชาติที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตให้ผิดปกติไป เช่น ปริมาณของออกซิเจนในสระ
7. การถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหารเป็นไปตามกฏ
" Ten Percent Law "
8. ปริมาณของสารพิษที่สะสมในสิ่งมีชีวิตสามารถเพิ่มขึ้นได้
เรียกว่า " Biologycal magnification "
9. สิ่งมีชีวิตต้องมีความสัมพันธ์กันในการอยู่ร่วมกันในรูปแบบใดแบบหนึ่ง
เช่น มีความสัมพันธ์กันแบบที่ไม่มีฝ่ายใดเสียประโยชน์ ( Sysbiosis )
10. การปรับตัว
( Adaptation ) ของสิ่งมีชีวิตแบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน คือ
          - การปรับตัวทางด้านรูปร่าง
          - การปรับตัวทางด้านสรีระ
          - การปรับตัวทางด้านพฤติกรรม
11. ประชากร
หมายถึง กลุ่มสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณใด บริเว๊หนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

พฤติกรรม ( Behavior )

1. พฤติกรรมเป็นปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิต ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อความอยู่รอด
2. พฤติกรรมในสัตว์เป็นผลเนื่องมาจากการทำงานของระบบประสาท
3. พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของระบบประสาท
4. พฤติกรรมแบ่งเป็น
2 ประเภทใหญ่ คือ
          - พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด
          - พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
5. พฤติกรรมบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมของร่างกาย
6. พฤติกรรมที่มีผลต่อการดำรงอยุ่รอดของสิ่งมีชีวิต
คือ พฤติกรรมการสืบพันธุ์

home