ปีที่ 3 ฉบับที่ 959 ประจำวันอังคารที่ 29  เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

หน้า 1

ม็อบพระบี้มส. คืนเก้าอี้ภาค1

พระธุดงค์จากห้วยขาแข้ง 50 รูป ยื่นหนังสือประท้วง "วิชัย ตันศิริ" เรียกร้องให้คืนตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ให้กับพระพรหมโมลี ด้านการสัมมนาที่รัฐสภา ปรากฏว่า ทุกฝ่าย เห็นด้วย กับการที่จะบรรจุหลักสูตรศาสนา เข้าไปในหลักสูตรการศึกษา นักวิชาการระบุชัด "ความรู้ต้องคู่คุณธรรม"

ผู้สื่อข่าวรายงานจากระทรวงศึกษาธิการว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ได้มีพระภิกษุ จำนวน 50 รูป นำโดยพระครูธรรมธรวินัย ผู้อำนวยการมูลนิธิธุดงค์เคลื่อนที่แห่งประเทศไทย อ.ห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายวิชัย ตันศิริ รมช.ศึกษาธิการ และนายไพบูลย์ เสียงก้อง อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะเลขานุการมหาเถรสมาคม (มส.) ให้นำเรื่องที่มส. ลงมติให้ พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ออกจากตำแหน่ง นำเรื่องกลับเข้าทบทวนในที่ประชุมอีกครั้ง เพื่อคืนตำแหน่งให้กับพระพรหมโมลี

ทั้งนี้ในหนังสือร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า พระพรหมโมลี เป็นพระเถระที่มีศีลาจารวัตรดีงาม ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม มากกว่าที่จะปฏิบัติหน้าที่ ตามกระแสความต้องการภายนอก ที่มุ่งกดดันคณะสงฆ์ การที่มส.มีมติให้พระพรหมโมลีออกจากตำแหน่ง เจ้าคณะภาค 1 ถือว่า เป็นมติที่ไม่เหมาะสม และหากมส.ยังคงยืนยัน เช่นนี้ ก็จะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยกอย่างกว้างขวาง ทั่วสังฆมณฑล โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

ด้านนายวิชัย ตันศิริ กล่าวชี้แจงว่า ในการประชุมมส. ผู้ที่เสนอให้ปลดพระพรหมโมลีออกจากตำแหน่ง คือ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งถือเป็นผู้บังคับ บัญชา โดยตรง กรมการศาสนาไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย หรือวินิจฉัยใดๆ ได้

อีกทั้งการให้ออกจากตำแหน่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของการบริหารงานตามหลักปกครอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า พระพรหมโมลีทำผิดพระวินัย และเมื่อให้ออกจากตำแหน่งแล้ว ก็จะมีการแต่งตั้งรักษาการแทน เพื่อให้กฎนิคหกรรมดำเนินการได้ต่อไป ใครจะมาดำรงตำแหน่งแทนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการทำงานมากกว่า อย่างไร ก็ตาม ตนจะนำเรื่องดังกล่าวไปกราบนมัสการถวาย สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

นายไพบูลย์ เสียงก้อง กล่าวว่า ตนจะมอบหมายให้ฝ่ายสังฆการไปตรวจสอบข้อมูลว่า มูลนิธิธุดงค์เคลื่อนที่แห่งประเทศไทย มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิจริงหรือไม่ ซึ่งจากรายงาน เบื้องต้นของเจ้าคณะ ต.ห้วยขาแข้ง ทราบว่า เป็นที่พักสงฆ์ ยังไม่มีการขอจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

นายวิชัย ตันศิริ ยังได้กล่าวในระหว่างการบรรยาย เรื่อง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กับ พระพุทธศาสนา ในการสัมมนา ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า ในช่วงที่มีการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ มุ่งเรื่องการศึกษาเป็นสำคัญมากกว่า พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องศาสนา ที่กำลังประสบปัญหาหลายประการ

แต่มีช่องทางที่สามารถแก้ไขได้ เพราะปัจจุบันการศึกษา ไม่ใช่รัฐจะมีบทบาทแต่เพียงผู้เดียว แต่ภาคเอกชน สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะ วัด มัสยิด และศาสนาอื่นๆ สามารถ มีส่วนร่วมได้ และจะต้องมีบทบาทมากขึ้นด้วย เช่น โรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญ ซึ่งมีพระและเณรบวชเรียนสายนี้ ประมาณ 77,000 คน จะมีหนทางปรับหลักสูตรอย่างไร โดยไม่ขัดแย้งกับขนบธรรมเนียมประเพณีของศาสนาพุทธ ที่ต้องเรียนภาษาบาลีด้วย โดยการเรียนบาลีสำคัญที่สุด และการเรียนสามัญรองลงมา ช่องทางที่เราจะนำพ.ร.บ. ไปปฏิบัติ ตนเห็นว่า น่าจะปรับหลักสูตรที่เรียกว่า สายสามัญของพระโรงเรียนปริยัติธรรม คืออยากจะให้บุคลากรทางด้านนี้ ได้เป็นผู้นำสังคมต่อไป และเป็นเส้นทางของคนไทย ส่วนหนึ่ง ที่เข้ามา จะได้อบรมเรื่องจริยธรรม ให้เข้มข้มขึ้นในสายนี้ มากกว่าสายอื่น โดยจะเน้นในเรื่องของปรัชญา จริยธรรม เรื่องของความเป็นผู้นำในชุมชนมากขึ้น

นอกจากนี้ อยากจะให้องค์การด้านศาสนา สนับสนุนโรงเรียนการกุศลให้มากขึ้นเหมือนศาสนาคริตส์ มีโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือเซนต์คาเบรียล สำหรับผู้นักถือศาสนา เพื่อจะได้ ศึกษา ความรู้คู่คุณธรรมมากขึ้น และปรับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง ไม่ใช่เรียนเฉพาะเป็นบัณฑิตด้านพระพุทธศาสนา แต่อาจจะเป็นครุศาสตร์ เพื่อเป็นครูสอนด้าน ศาสนา ศีลธรรม และเป็นผู้นำสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ช่องทางทั้งหมดนี้ ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่ยังไม่ลงตัวทั้งหมด ซึ่งคงจะต้องหาโอกาสไปพบ และเจรจารายละเอียดกับฝ่ายสงฆ์อีกครั้ง เพราะกฎหมายการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้ เปิดช่องให้แก้ไขเพิ่มเติมได้

หลังจากนั้น เป็นการอภิปราย เรื่องการศึกษากับพระพุทธศาสนา โดยนายสมพร เทพสิทธา ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติฯ กล่าวว่า เรื่องศาสนาเปรียบเหมือนศักดิ์ศรี ของการศึกษา ถ้าไม่มีศาสนาเป็นพื้นฐาน การจะพัฒนาให้คนฉลาดอย่างเดียว ก็จะไปเอารัดเอาเปรียบคนอื่น

ดังนั้น ต้องมีธรรมะกำกับด้วย พร้อมยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานปริญญาบัตร และประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาวิทยาลัย วิชาการศึกษา ประสานามิตร มาเป็นตัวอย่าง ความว่า งานด้านการศึกษา เป็นงานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจริญและความเสื่อมของชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมือง เป็นข้อใหญ่ ตามข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีแล้ว

ระยะนี้ บ้านเมืองของเรา มีพลเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นด้วยว่า พลเมืองของเราบางส่วนเสื่อมทรามลงไป ในความประพฤติและจิตใจ ซึ่งเป็น อาการที่น่าวิตกว่า ถ้าหากยังคงเป็นอยู่ต่อไป เราอาจเอาตัวไม่รอด ปรากฏการณ์เช่นนี้ นอกจากเหตุอื่นแล้ว ต้องมีเหตุผลมาจากการศึกษาด้วยอย่างแน่นอน จึงพูดได้เต็มปากว่า เราจะต้องจัดงานด้านการศึกษาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และผู้มีหน้าที่ทางด้านนี้ ทุกฝ่าย ทุกระดับ ทุกคน จะต้องทำงานกันจริงๆ ให้หนักแน่นขึ้นอีก

นายสมพร กล่าวอีกว่า ยอมรับว่า การมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ขึ้นมา จะเป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชน สามารถเรียกร้องสิทธิ ในการดูแลพุทธศาสนาได้มากขึ้น แต่อยากจะให้การตั้งคณะกรรมการระดับต่างๆ ให้ความสำคัญกับภาคเอกชน และพระสงฆ์ ที่มีความรู้มากว่าข้าราชการ เข้าร่วมด้วย เพราะเท่าที่ติดตามขณะนี้พบว่า คณะทำงานด้านศาสนา และวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาฯ ที่ตั้งขึ้น ยังไม่มีการเรียกประชุม

ด้านนายพนม พงษ์ไพบูลย์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ไม่มีรัฐบาลชุดใด ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและการศาสนา มากที่สุดเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ เพราะชื่อของ กระทรวงฯ ที่ตั้งขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ คือ กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไม่ใช่เกิดโดยบังเอิญ แต่เป็นเจตนาที่เห็นความสำคัญ ที่อยากจะเห็นทั้ง 3 เรื่องเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะคือพื้นฐานการพัฒนาประชากรของประเทศชาติ ให้เป็นประชากรที่มีความสมบูรณ์พร้อมในทุก ๆ ด้าน

โดยเฉพาะอยากเห็นเรื่องการศาสนา เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา เพราะไม่เช่นนั้น การศึกษาก็ล้มเหลว และอยากจะเรียกร้องให้วัด เข้ามาส่งเสริมการศึกษาให้มากขึ้น ส่วนการจะนำมาเป็นคณะกรรมการร่วมในระดับต่าง ๆ นั้น กระทรวงศึกษาฯ ยินดี แต่ขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ จะอนุญาตหรือไม่


[หน้าหลัก][หน้า1][สหัสวรรษ]