ความรู้เรื่องกระจก

กระจกคลายร้อน" ประหยัดพลังงาน

หน้าต่างกระจก เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบ้านหรืออาคารที่เป็นทางผ่านของลม ความร้อน และแสงสว่าง ที่เข้าสู่บ้านหรืออาคารได้ จึงได้รับความนิยมมากในการติดตั้งสำหรับบ้านพักและอาคาร เนื่องจากทำให้ผู้อาศัยสามารถเห็นทัศนียภาพภายนอกบ้านพักอาศัย นอกจากนี้ ยังสามารถติดตั้งง่าย รวดเร็ว และสะดวกกว่าการก่อผนังทึบด้วยคอนกรีต ปัจจุบัน จึงมีการพัฒนาหน้าต่างกระจกให้มีความสวยงาม ทันสมัยและประหยัดพลังงาน สามารถป้องกันความร้อนได้ดีและยอมให้แสงผ่านเข้ามาได้มาก แต่ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างด้วยไม้ ถ้าจะติดตั้งหน้าต่างกระจก จะต้องแน่ใจว่า บ้านไม่มีรอยรั่วของอากาศ เพราะถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศความเย็นที่ได้จากการปรับอากาศจะรั่วซึมออกมาภายนอก เครื่องปรับอากาศจึงต้องทำงานมากกว่าปกติ ดังนั้น ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่าจะเลือกใช้หน้าต่างกระจกที่มีคุณภาพดี ก็ไม่ช่วยประหยัดพลังงานแต่อย่างใด
ในการเลือกกระจกมีข้อแนะนำที่สำคัญคือ ควรเลือกกระจกประเภทที่ยอมให้แสงคลื่นสั้นผ่านได้น้อย แต่ให้แสงที่ช่วยในการมองเห็นผ่านได้มาก เช่น ชนิดที่เรียกว่า ฮีทมิเรอร์ หรือติดฟิล์มสะท้อนแสงไว้ด้านหลังแผ่นกระจก และถ้าอาคารใดที่มีความจำเป็นต้องใช้กระจกสองชั้นเพื่อป้องกันเสียงดังจากภายนอกแล้ว ควรให้กระจกชั้นนอกเป็นกระจกกรองแสงหรือติดฟิล์มสะท้อนแสงที่ด้านหลังของกระจกชั้นนอก ส่วนกระจกชั้นในเป็นกระจกใสธรรมดา จะช่วยลดความร้อนได้มาก
การเลือกใช้กระจกอย่างถูกประเภท จึงมีความสำคัญในการช่วยป้องกันความร้อนให้กับบ้านที่พักอาศัยได้ โดยก่อให้เกิดสภาวะน่าสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ส่งผลดีต่อการประหยัดพลังงานภายในบ้าน เพราะเครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก โดยกระจกที่สามารถป้องกันความร้อนมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน

ประเภทของกระจก

  1. กระจกธรรมดา
    กระจกธรรมดาเป็นกระจกพื้นฐานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตโดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
    • กระจกใส (Clear Glass)
    • กระจกสี (Tinted Glass)
  2. กระจกอบความร้อน (Heat Treated Glass)
    กระจกอบความร้อนหรือกระจกสีที่นำไปผ่านกระบวนการปรับแต่งคุณภาพของเนื้อกระจก เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น หรือรับแรงกระทำจากแรงภายนอกได้มากขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
    • กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass)
    • กระจกฮีตสเตรงเทน(Heat Strenghen Glass)
  3. กระจกเคลือบผิว หรือกระจกสะท้อน (surface Coated Glass)
    กระจกเคลือบผิวเป็นกระจกธรรมดาที่นำไปผ่านกระบวนการเคลือบโลหะบนผิวกระจก เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสง และความร้อนจากแสงอาทิตย์ สำหรับนำไปใช้งานในด้านการประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งตามรูปแบบของการเคลือบผิว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
    • กระจกสะท้อนรังสีอาทิตย์(Solar Reflective Glass)
    • กระจกที่สภาพการแผ่รังสีต่ำ (Low E Glass)
  4. กระจกดัดแปลง (Processed Glass)
    กระจกดัดแปลงเป็นกระจกที่นำมาดัดแปลงด้วยกระบวนการต่างๆเพื่อตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
    • กระจกฉนวนกันความร้อน(Insulated Glass)
      • กระจกฮีตมิเรอร์(Heat Mirror)
      • กระจกฮีตสต็อป(Heat Stop)
    • กระจกนิรภัยหลายชั้น (Laminated Glass)
  5. กระจกอื่นๆ
    • กระจกเงา (Mirror)
    • กระจกลวดลาย (Pattern Glass)
    • กระจกเสริมลวด (Wired Glass)

กระจกใส(Clear Glass)

กระจกใสคือกระจกโปร่งแสงที่สามารถมองผ่านได้อย่างชัดเจนและให้ภาพสะท้อนที่สมบูรณ์ ไม่บิดเบี้ยว

คุณสมบัติ

  1. สามารถมองเห็นจากภายนอกเข้ามาภายในได้อย่างชัดเจน
  2. มีค่าการตัดแสงประมาณ 8% สำหรับกระจกใสหนา 12 มิลลิเมตร และตัดแสงได้มากขึ้นตามความหนาของกระจก
  3. มีค่าการสะท้อนแสงประมาณ 7%
  4. ผิวกระจกไม่ร้อน เพราะกระจกดูดกลืนความร้อนได้น้อยมาก

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ยอมให้แสงผ่านเข้ามาได้มาก ทำให้ความร้อนเข้ามามากด้วย เมื่อคลื่นสั้น(0.3ไมโครเมตร)ผ่านกระจกใสเข้ามาภายในกระทบวัตถุหรือวัสดุภายในอาคารจะเปลี่ยนเป็นคลื่นยาว(3.3-50ไมโครเมตร)ซึ่งไม่สามารถผ่านออกไปภายนอกได้อีก ดังนั้นความร้อนจะถูกกักเก็บไว้ ทำให้อากาศข้างในร้อนแล้วไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ จนเมื่ออุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกจึงจะมีการถ่ายเทความร้อนด้วยการนำความร้อน (Conduction)ออกสู่ภายนอก
  2. สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ซึ่งเหมาะกับการใช้งานประเภทแสดงสินค้า แต่อาจไม่เหมาะกับส่วนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เพราะคนภายนอกสามารถมองเห็นเข้ามาภายในได้อย่างชัดเจน
  3. กระจกใสมีค่าการสะท้อนแสงน้อยจึงเหมาะสำหรับห้องที่ต้องการมองออกไปภายนอก เพราะสามารถมองเห็นภาพทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจน

กระจกสี(Tinted Glass)

ผลิตขึ้นโดยการผสมโลหะออกไซด์เข้าไปในส่วนผสม ในขั้นตอนการผลิตกระจก ทำให้กระจกมีสีสัน

คุณสมบัติ

  1. ผิวกระจกร้อน เนื่องจากสีของเนื้อกระจกที่เกิดจากการเติมโลหะออกไซด์ต่างๆ เป็นตัวดูดความร้อน ทำให้ความร้อนจากกระจกแผ่เข้ามาภายในอาคาร
  2. ตัดแสงไม่ให้เข้ามาภายในอาคารมาก กระจกสีมีค่าสัมประสิทธิ์เปรียบเทียบการบังแดดต่ำกว่ากระจกใสมาก เมื่อค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดต่ำมากๆ แสงเข้าน้อยทำให้ความร้อนเข้ามาได้น้อยด้วย
  3. สามารถสกัดกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ ที่ตกกระทบกระจกสีได้มากกว่ากระจกใส ปริมาณการดูดกลืนความร้อนขึ้นอยู่กับส่วนผสมของเนื้อกระจก ซึ่งสามารถผลิตให้มีการสกัดกั้นรังสีอาทิตย์ได้หลายระดับ แต่ผิวกระจกจะร้อนขึ้นเมื่อมีการสกัดกั้นรังสีมาก
  4. ช่วยลดความจ้าของแสงที่ส่งผ่านกระจกสีทำให้ได้แสงที่นุ่มนวลและเกิดความสบายตาในการมอง

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ไม่ควรให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศเป่ากระทบผิวหน้าของกระจกโดยตรง เพราะจะทำให้กระจกสูญเสียพลังงานมาก
  2. ไม่ควรติดผ้าม่านที่มีความหนาทึบ หรือวางตู้เหล็ก หรือสิ่งของอื่นๆ ชิดกับกระจก หรือติดตั้งปิดบังกระจกโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อน เพราะอาจทำให้กระจกสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น และเป็นสาเหตุให้กระจกสีแตกร้าวได้ง่าย
  3. ไม่ควรทาสีหรือติดแผ่นกระดาษใดๆลงบนผิวกระจก
  4. ควรจะต้องมีการตัดหรือฝนขอบกระจกให้เรียบ เพื่อทำให้ขอบกระจกมีความทนทานต่อการแตกร้าว

กระจกนิรภัยเทมเปอร์(Tempered Glass)

กระจกนิรภัยเทมเปอร์เป็นการนำกระจกไปผ่านกระบวนการเทมเปอร์(Tempering)เพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยใช้หลักการเดียวกับการทำคอนกรีตอัดแรง คือสร้างให้เกิดชั้นของแรงอัดขึ้นที่ผิวแก้วเพื่อต่อต้านแรงจากภายนอก วิธีการนี้ทำได้โดยการให้ความร้อนกับกระจกที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดอ่อนตัวของแก้วเล็กน้อยที่ประมาณ 650-700องศาเซลเซียส และทำให้ผิวกระจกเกิดความเย็นตัวอย่างรวดเร็ว โดยใช้ลมเย็นเป่า ผลของความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างผิวนอกกับส่วนกลางของแผ่นกระจกจะทำให้เกิดชั้นของแรงอัดขึ้นที่ผิวของกระจกทั้ง 2 ด้าน โดยจะประกบชั้นส่วนกลางเหมือนลักษณะเซนวิชา (เซนวิชวล ?) และชั้นที่ผิวนี้จะต้านแรงจากภายนอกทำให้กระจกที่ผ่านกระบวนการเทมเปอร์แล้วมีความแข็งแรงขึ้นประมาน 4 เท่า

คุณสมบัติ

  1. ค่าความแข็งแรงต่อแรงดึงและแรงที่ทำให้หักงอ(Bending Strength)เมื่อเปรียบเทียบกระจกธรรมดากับกระจกนิรภัยเทมเปอร์ที่มีความหนา 5 มิลลิเมตร กระจกธรรมดามีค่าความแข็งแรงต่อแรงดึงและแรงที่ทำให้กระจกหักงอ 500-650กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร ในกระจกนิรภัยเทมเปอร์มีค่าสูงถึง1,500 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
  2. การต้านทานน้ำหนัก(Loading Resistance)คือความต้านทานต่อแรงดันและแรงกระแทกโดยแบ่งออกเป็น
    • การด้านทานน้ำหนักหรือสถิติ (Static Load Resistance)คือแรงที่มากระทบกระจก กระจกนิภัยเทมเปอร์สามารถทนต่อแรงกระทบ ได้มากกว่ากระจกธรรมดาที่มีความหนาเดียวกันประมาณ 3-5 เท่า
    • การต้านทานน้ำหนักกระแทก(Impact Load Resistance)คือความทนทานของกระจกต่อแรงกระแทกโดยทั่วไปกระจกนิภัยเทมเปอร์สามารถรับแรงกระแทกได้ดีได้ดีกว่ากระจกธรรมดาประมาณ 4 เท่า
  3. ความปลอดภัยคือ การลดอันตรายที่จะเกิดจากการโดนกระจกบาด เพราะการแตกของกระจกนิภัย จะแตกออกเป็นเม็ดเล็กๆและมีความคมน้อย
  4. การต้านทานความร้อน(Heat Resistance) คือความทนทานของกระจกต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิแบบทันทีทันใดจากการทดสอบความสามารถในการต้านทานความร้อนของกระจกนิภัยเทมเปอร์เปรียบเทียบกับกระจกธรรมดาที่มีความหนา 5 มิลลิเมตรเท่ากัน มีผลการทดสอบดังต่อไปนี้
    • กระจกนิภัยเทมเปอร์สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ที่ค่าความแตกต่างของอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 170 องศาเซลเซียส และจะเริ่มแตกทั้งหมดเมื่ออุณหภูมิสูงถึงประมาณ 220 องศาเซลเซืยส
    • กระจกธรรมดาสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ที่ค่าความแตกต่างของอุณหภูมิเพียงประมาณ 60 องศาเซลเซียสและจะแตกทั้งหมดเมื่อค่าความแตกเมื่อค่าของอุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงประมาณ 100 องศาเซลเซียส

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. จุดอ่อนของกระจกนิรภัยเทมเปอร์คือ แรงที่กระทำเป็นจุด หากมีการกระแทกโดยวัตถุที่มีมุมแหลม ซึ่งทำให้เกิดการตัดลึกเข้าไปภายในผิวกระจก ทำให้ชั้นแรงอัดถูกทำลาย ความสมดุลภายในเนื้อกระจกก็จะถูกทำลาย
  2. กระจกนิรภัยเทมเปอร์สามารถคงรูปร่างได้ด้วยความสมดุลของแรงอัดและแรงดึง ดังนั้นเมื่อนำกระจกชนิดนี้มาใช้งานจะต้องไม่มีการเจาะรู บากหรือตัดแต่งในภายหลังโดยเด็ดขาด
  3. ส่วนของกระจกนิภัยเทมเปอร์ที่มีการเจาะรู พ่นทราย หรือทำเครื่องหมายใดๆจะมีความเปราะบางมากกว่าส่วนอื่นๆ
  4. ไม่ควรยึดกระจกกับโลหะโดยตรง ควรมียางหรือวัตถุอื่นมารองรับ
  5. ผิวกระจกนิรภัยเทมเปอร์จะเป็นคลื่นมากกว่ากระจกธรรมดา

กระจกฮีตสเตรงเทน(Heat Strengthen Glass)

กระจกฮีตสเตรงเทน เป็นกระจกที่ได้จากกระบวนการผลิตที่คล้ายกับกระจกนิภัยเทมเปอร์ แต่ต่างกันที่กระจกฮีตสเตรงเทนจะปล่อยให้กระจกเย็นตัวลงอย่างช้าๆ จึงมีความแข็งแรงกว่ากระจกนิภัยเทมเปอร์

คุณสมบัติ

  1. เป็นกระจกกึ่งนิรภัย มีคุณสมบัติพิเศษคือ แข็งแกร่งกว่ากระจกธรรมดาประมาณ 2 เท่า
  2. เหมาะสำหรับการป้องกันการแตกของกระจกจากความร้อน
  3. ลักษณะการแตกของกระจกชนิดนี้ จะแตกเป็นแผ่นเหมือนกระจกธรรมดา

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ในการติดตั้งกระจกกับโครงสร้างอาคารสูงสามารถใช้แทนกระจกธรรมดาโดยลดความหนาของกระจกลง
  2. ใช้กับสถานที่ที่ต้องเผชิญกับภาวะที่มีความร้อนสูงกว่าปกติ
  3. ใช้กับผนังอาคารและหน้าต่างที่มีแรงอัดลมสูง
  4. ใช้กับสถานที่ที่ต้องการใช้กระจกที่มีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงกว่าการใช้กระจกธรรมดา
  5. ใช้กับห้องโชว์ หรือตู้โชว์สินค้าที่ต้องทนต่อแรงกระแทกในการใช้งาน

กระจกเคลือบผิว(Surface Coated Glass)

กระจกเคลือบผิวเป็นกระจกธรรมดาที่นำไปผ่านกระบวนการเคลือบโลหะบนผิวกระจก เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสง และความร้อนจากแสงอาทิตย์ สำหรับนำไปใช้งานในด้านการประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งตามรูปแบบของการเคลือบผิวได้เป็น 2 ชนิดได้แก่
  1. แบ่งตามบริษัทผู้ผลิตเครื่องเคลือบผิวกระจกที่ใช้ในเมืองไทยได้ 2 แบบ
    • แบบแอร์โค่(AIRCO)เป็นวิธีการเคลือบโดยใช้ไทเทเนียมบริสุทธิ์เป็นโลหะในการเคลือบ สามารถเคลือบให้ได้สีสัน ภาพลักษณ์ และคุณสมบัตในการประหยัดพลังงานที่แตกต่างกันตามชื่อรหัสการเคลือบต่างๆดังต่อไปนี้
      TE-Titanium Earth
      TS-Still Blue
      SS-Silver
      TBU-Blue
    • แบบเลย์โบลด์(LEYBOLD)เป็นวิธีการเคลือบโดยใช้ดีบุกบริสุทธิ์เป็นโลหะในการเคลือบโดยมีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงานใกล้เคียงกับแบบแอร์โค่ แต่ให้สีสันที่แตกต่างกันออกไปจากแบบแอร์โค่ ตามชื่อรหัสการเคลือบต่างๆดังต่อไปนี้
      SL-Silver
      AS-Antigua Silver
      BR-Bronze
      SB-Sapphire Blue
  2. แบ่งตามเทคนิคในการเคลือบผิวกระจกได้ 2 แบบดั้งนี้
    • การเคลือบแบบสุญญากาศ(VacuomDepositionorSoftCoating)โดยการพ่นโลหะออกไซด์บางชนิดบนผิวด้านใดด้านหนึ่งของผิวกระจกกระแสไฟฟ้าจะทำปฏิกิริยาทำให้โลหะเกาะผิวกระจกการเคลือบด้วยวิธีนี้สารที่เคลือบจะถูกขูดขีดออกได้ง่าย แต่สามารถเคลือบไปได้ทั่วทุกอนูของผิวกระจก
    • การเคลือบแบบไพโรลิทิค(Prolific Deposition or Hart Coating)กรรมวิธีนี้กระจกจะถูกเคลือบในลักษณะที่เป็นของเหลวโลหะออกไซด์จะกระจายแทรกซึมลงในเนื้อกระจกด้วย แม้วิธีนี้โลหะออกไซด์ไม่สามารถกระจายไปทุกพื้นผิวของกระจกอย่างสม่ำเสมอกันแต่ก็มีความแข็งแรงทนทานกว่ากระจกที่เคลือบแบบสูญญากาศ
กระบวนการเคลือบแบบสุญญากาศ กระบวนการเคลือบแบบไพโรลิทิค
  • เป็นกระบวนการเคลือบกระจกแบบออฟไลน์(off-line)แยกจากกระบวนการผลิตกระจกแผ่น
  • ในกรณีที่ต้องการทำเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์หรือกระจกฮีตสเตรงเทนต้องทำก่อนที่จะนำกระจกไปเคลือบ
  • สีของกระจกเคลือบมีให้เลือกมากมาย เนื่องจากโลหะออกไซด์ที่ใช้เคลือบมีมากชนิด
  • การติดตั้งควรนำด้านที่เคลือบไว้ในตัวอาคาร-ทนต่อรอยขีดข่วนได้น้อยกว่า
  • อายุการจัดเก็บกระจกสั้นกว่า
  • เป็นการเคลือบกระจกแบบออนไลน์(on-line)ทำการเคลือบกระจกอยู่ภายในกระบวนการผลิตกระจกแผ่น-สามารถนำกระจกที่เคลือบแล้วไปผ่านกระบวนการผลิตกระจกนิรภัยเทมเปอร์หรือกระจกฮีตสเตรงเทนได้
  • สีของกระจกมีให้เลือกน้อยเนื่องจากโลหะออกไซด์มีจำกัด
  • การติดตั้งสามารถนำด้านที่เคลือบออกภายนอก หรือหันหน้าเข้าด้านไหนก็ได้
  • ความทนต่อรอยขีดข่วนมากกว่า

ตาราง 1 ตารางแสดงคุณสมบัติเปรียบเทียบระหว่างกระจกเคลือบผิวที่ใช้กรรมวิธีในการเคลือบโลหะออกไซด์

คุณสมบัติของกระจกเคลือบผิวกับการประหยัดพลังงาน

  1. กระจกที่เลือกใช้ ควรให้มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน และความร้อนที่ได้รับจากการสะท้อนแสง รวมทั้งค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดที่น้อยที่สุดที่สามารถยอมรับได้
  2. กระจกเคลือบผิวที่มีปริมาณการสะท้อนแสงสูงกว่า จะสามารถประหยัดพลังงานได้ดีกว่ากระจกที่มีปริมาณการสะท้อนแสงน้อยกว่า

วิธีการตรวจสอบคุณภาพของกระจกเคลือบผิว

  1. ตรวจสอบรูบนผิวกระจกเคลือบ การตรวจสอบต้องให้กระจกที่จะตรวจสอบอยู่ห่างจากจุดสังเกต 1.80 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรูบนผิวเคลือบจะต้องมีขนาดไม่ใหญ่กว่า 1.50 มิลลิเมตร ในกรณีที่เป็นกลุ่มของรูบนผิวเคลือบที่มีขนาดเล็กกว่าที่กำหนดอาจยอมให้มีได้ แต่ต้องไม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดจากระยะสังเกตที่กำหนดไว้
  2. การตรวจสอบการสะท้อนแสงและการส่งผ่านของแสง
    • ความสม่ำเสมอของผิวเคลือบ การตรวจสอบจะต้องให้กระจกที่ทำการตรวจสอบอยู่ห่างจากผู้สังเกต 3 เมตร ตามมาตรฐานยอมให้มีความไม่สม่ำเสมอของผิวเคลือบได้บ้าง
    • การเป็นคลื่นบนผิวสะท้อนสืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการโดยเฉพาะกระจกเคลือบผิวที่เป็นกระจกฉนวนกันความร้อน กระจกฮีตสเตรงเทนและกระจกนิภัยเทมเปอร์ การเป็นคลื่นอันเกิดจากการมองเห็นจะไม่ถือว่าเป็นตำหนิของกระจก

วิธีตรวจสอบด้านเคลือบของกระจกเคลือบผิว

สำหรับวิธีการตรวจสอบว่าด้านใดของกระจกเคลือบผิวเป็นด้านที่เคลือบฟิล์มสามารถทำได้ดังนี้
  1. ใช้วัสดุทึบแสงวางทำมุมเฉียงประมาณ 45 องศา บนผิวกระจก
  2. สังเกตเงาที่เกิดขึ้นบนกระจกเคลือบผิว ถ้าวัตถุทึบแสงปรากฏเงาที่เห็นเป็นเงาเดียวจะเป็นด้านที่เคลือบสารสะท้อนรังสีอาทิตย์ถ้าเงาที่เห็นเป็นสองเงาจะเป็นด้านที่ไม่ได้เคลือบ

รูปภาพ 1 ภาพสะท้อนด้านที่เคลือบของกระจกเคลือบผิว


รูปภาพ 2 ภาพสะท้อนด้านที่ไม่เคลือบของกระจกเคลือบผิว

กระจกสะท้อนรังสีอาทิตย์(Solar Reflective Glass)

กระจกสะท้อนรังสีอาทิตย์เป็นกระจกธรรมดาที่เคลือบด้วยโลหะออกไซด์ มีค่าการสะท้อนแสงค่อนข้างสูง ความโปร่งแสงค่อนข้างน้อย มีสีสันสวยงามหลายสีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเคลือบ และสีของกระจกที่เป็นวัตถุดิบที่นำมาเคลือบ

คุณสมบัติ

  1. ทำให้แสงอาทิตย์และรังสีความร้อนผ่านเข้ามาในอาคารได้น้อย
  2. ช่วยลดแสงที่แรงจ้าให้นุ่มนวลลง ทำให้เกิดความสบายตา
  3. สร้างความเป็นส่วนตัวแก่คนภายในอาคาร เนื่องจากมองทะลุเข้ามาในตัวอาคารได้ลำบาก

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ในการตัดกระจกควรมีการป้องกันผิวด้านที่เคลือบไว้เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน
  2. เมื่อมีการบิ่นหรือแตกบริเวณขอบกระจกให้ลบคมให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันการแตกทั้งแผ่น
  3. ป้องกันอย่าให้ซีเมนต์หรือปลาสเตอร์ติดบนกระจก เพราะจะทำอันตรายวัสดุเคลือบของกระจก
  4. ด้านที่เคลือบวัสดุเคลือบควรอยู่ด้านในของอาคารเสมอ เพื่อไม่ให้วัสดุเคลือบสัมผัสมลภาวะภายนอก
  5. อย่าเป่าความเย็นลงบนกระจกวางตู้ใกล้กระจกติดกระดาษหรือทาสีลงบนกระจกเพราะจะทำให้เกิดการแตกหักเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้
  6. ควรจะอบฮีตสเตรงเทนหรือเทมเปอร์ เพื่อป้องกันปัญหาการแตกหักเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้

กระจกที่มีสภาพการแผ่รังสีต่ำ

กระจกที่มีสภาพการแผ่รังสีต่ำ เป็นกระจกเคลือบสารโลหะโดยมีโลหะเงินบริสุทธิ์เป็นองค์ประกอบสำคัญ

คุณสมบัติ

  1. ป้องกันการถ่ายเทความร้อนผ่านกระจกได้ดี
  2. ยอมให้แสงผ่านได้มากกว่ากระจกสะท้อนแสง
  3. ช่วยสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลต(UV)ได้บางส่วน ปริมาณการสะท้อนขึ้นอยู่กับผู้ผลิต ทำให้ลดความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดกับพรมและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆได้ระดับหนึ่ง
  4. ช่วยลดความจ้าของแสง

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. สารที่มีสภาพการแผ่รังสีต่ำเป็นสารที่ไวต่อการเสียหาย ดังนั้นจึงไม่ควรหันผิวกระจกด้านที่ฉาบนี้ไว้ด้านนอก
  2. การบรรจุกาซเฉื่อยในช่องว่างระหว่างกระจกของกระจกรุ่นใหม่ๆแทนการใช้อากาศแห้ง จะช่วยเพิ่มความเป็นฉนวนให้กับกระจกได้ดี

กระจกฉนวนกันความร้อน(Insulated Glass)

กระจกฉนวนกันความร้อนผลิตโดยการนำกระจกอย่างน้อย 2 แผ่น ตัดให้ได้ขนาดตามต้องการมาประกบกันโดยมีอลูมิเนียมซึ่งบรรจุสารดูดซึมความชื้นคั่นกลาง หลังจากนั้นจะปิดรอยที่ขอบกระจก ผลก็คือ อากาศภายในช่องระหว่างกระจกจะกลายเป็นอากาศที่แห้งไม่มีความชื้นเหลืออยู่ ซึ่งมีคุณสมบัติในการกันความร้อน

คุณสมบัติ

  1. ป้องกันการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้ามาในอาคาร ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ
  2. ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกอาคารได้ดีกว่ากระจกธรรมดา
  3. สามารถปรับแรงดันลมได้เพิ่มขึ้น
  4. ให้ความปลอดภัยในอาคารในกรณีที่ใช้กระจกนิภัยเทมเปอร์ หรือกระจกนิรภัยหลายชั้นมาผลิตเป็นกระจกฉนวนกันความร้อน

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน
  1. ควรใช้ซิริโคนสำหรับกระจกที่เป็นโครงสร้างเท่านั้น ส่วนกระจกที่เป็นช่องหน้าต่างแบบดั้งเดิม สามารถใช้โพลีซัลไฟด์ซิลิโคนได้
  2. การหักงอของอลูมิเนียมสเปเซอร์ หรือสารเคมีที่ใช้ในการเชื่อมต่อกระจก มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของกระจกทั้งสิ้น

กระจกฮีตมิเรอร์(Heat Mirror)

ลักษณะของกระจกฮีตมิเรอร์เป็นระบบของกระจกสองชั้นที่เคลือบสารที่มีสภาพการแผ่รังสีต่ำทั้ง 2 ด้านของฟิล์มที่อยู่ระหว่างช่องอากาศ โดยที่ช่องว่างอากาศทั้งสองข้างจะกลายเป็นช่องว่างอากาศสะท้อนรังสี

คุณสมบัติ

  1. สามารถสะท้อนความร้อนออกไปจากกระจกได้มากถึงประมาณ 80% หรือยอมให้ความร้อนส่งผ่านเข้ามาเพียง 10% ที่เหลืออยู่ 10% จะถูกดูดกลืนเข้าไปในกระจก
  2. ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้องค์ประกอบของกระจกและฟิล์ม
  3. ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต โดยสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตประมาณ 98%

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ต้องระวังไม่ให้วัสดุยาแนวเกิดความเสียหาย มิฉะนั้นความชื้นอาจแทรกซึมเข้าไปทำให้กระจกเสื่อมประสิทธิภาพได้
  2. ในการติดตั้งระมัดระวังผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต เนื่องจากจะทำให้วัสดุยาแนวเสื่อมสภาพได้
  3. ไม่สามารถปรับแต่งขนาดของกระจกภายหลังประกอบได้ ดังนั้นจะต้องวัดและตัดให้ได้ขนาดตรงกับการนำไปใช้เท่านั้น
  4. การติดตั้งควรระมัดระวังไม่หันกระจกผิดด้านเพราะจะทำให้คุณสมบัติของกระจกต่ำลง

กระจกฮีตสต็อป(Heat Stop)

กระจกฮีตสต็อปมีลักษณะเป็นกระจกสองชั้นประกอบขึ้นด้วยกระจกสะท้อนแสงที่เคลือบด้วยสารที่มีสภาพการแผ่รังสีต่ำเป็นกระจกด้านนอก และด้านในใช้กระจกใส สารที่เคลือบนั้น สามารถป้องกันความร้อนอินฟาเรดให้ผ่านเข้ามาได้เพียง 5% ช่องว่างตรงกลางใส่ก๊าซอาร์กอน

คุณสมบัติ

  1. สามารถสะท้อนความร้อนออกไปจากกระจกได้มาก
  2. ยอมให้แสงสว่างผ่านกระจกเข้ามามากถึงประมาณ 60%
  3. ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต โดยสะท้อนรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ประมาณ 95 %

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. ต้องระวังไม่ให้วัสดุยาแนวเกิดความเสียหาย มิฉะนั้นความชื้นอาจแทรกซึมเข้าไปทำให้กระจกเสื่อมประสิทธิภาพได้
  2. ไม่สามารถปรับแต่งขนาดของกระจกภายหลังประกอบได้
  3. การติดตั้งไม่ควรหันกระจกผิดด้านเพราะจะทำให้คุณสมบัติของกระจกต่ำลง

กระจกนิรภัยหลายชั้น

เป็นการนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไป มาผนึกเข้าด้วยกัน โดยมีแผ่นฟิล์มโพลีไวนิลนิวทิเรต ที่เหนียวและแข็งแรงซ้อนอยู่ระหว่างกลาง ทำหน้าที่ยึดกระจกให้ติดกัน เมื่อกระจกชนิดนี้ถูกกระแทกจนแตก แผ่นฟิล์มโพลีไวนิลบิวทิเรตจะช่วยยึดไม่ให้เศษกระจกหลุดกระจาย จะมีเพียงรอยแตกหรือรอยร้าวคล้ายใยแมงมุมเท่านั้น

คุณสมบัติ

  1. การใช้กระจกนิรภัยหลายชั้น สามารถช่วยลดการบาดเจ็บจากกระจกได้
  2. ป้องกันการทะลุทะลวง เนื่องจากการแตกและการบุกรุกได้
  3. ช่วยลดเสียงรบกวน และลดการก้องของเสียงได้ดี
  4. ช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ
  5. แผ่นฟิล์มในกระจกนิรภัยหลายชั้นช่วยในการลดรังสีอัลตราไวโอเลต

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. เนื่องจากฟิล์มโพลีไวนิลบิวทิเลต มีคุณสมบัติในการอมความร้อน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาการแตกร้าว เนื่องจากการสะสมความร้อน จึงไม่ควรเลือกกระจกต่อไปนี้เข้ามาผนึกเข้าด้วยกัน
    • กระจกสีตัดแสงผนึกกับกระจกสีตัดแสง
    • กระจกสีตัดแสงเสริมลวดผนึกกับกระจกแผ่นเรียบ
    • กระจกสะท้อนแสงผนึกกับกระจกเสริมลวด
  2. มีความแข็งแรงต่อแรงอัดของลมน้อยกว่ากระจกธรรมดาที่ความหนาเท่ากัน
  3. เมื่อนำกระจกนิภัยเทมเปอร์มาผนึกเข้าด้วยกันควรใช้แผ่นฟิล์มที่ความหนาไม่ต่ำกว่า 0.7 มิลิเมตรเป็นตัวยึดกระจก เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศเนื่องจากผิวกระจกไม่เรียบ
  4. ไม่ควรใช้วัสดุยาแนวชนิดซิลิคอน ออกไซด์ หรือวัสดุยาแนวที่มี่สวนผสมของสารละลายอินทรีย์เนื่องจากจะทำให้เกิดผลเสียต่อฟิล์ม
  5. ควรมีการเคลือบสารกันน้ำ บริเวณขอบกระจก เพื่อป้องกันความเสียหายของแผ่นฟิล์ม
  6. เมื่ออุณหภูมิของกระจกนิภัยหลายชั้นเพิ่มสูงขึ้นไปถึงระดับหนึ่งคือ 170 องศาฟาเรนไฮต์ การสะสมความร้อนภายในจะสูงขึ้นความสามารถของฟิล์มในการยึดเกาะกระจกจะลดลง

กระจกเงา(Mirror)

กระจกเงาที่ดีควรผลิตจากกระจกใส และมีคุณภาพสูง จึงจะให้ภาพที่แจ่มชัดเหมือนจริงไม่บิดเบี้ยวหลอกตา ผ่านกรรมวิธีเคลือบเงาด้วยเครื่องจักร 4 ขั้นตอนคือ
  1. เคลือบวัสดุเงิน(Silvery Coating)
  2. เคลือบวัสดุทองแดงบริสุทธิ์(Pure Copper Coating)
  3. เคลือบวัสดุอย่างดีชั้นแรก(1st Layer High Quality Colour Coating)
  4. เคลือบวัสดุอย่างดีชั้นที่ 2(2nd Layer High Quality Colour Coating)

คุณสมบัติ

  1. เหมาะสำหรับการตกแต่งภายใน โดยเฉพาะกระจกเงาใสซึ่งจะให้บรรยากาศภายในห้องที่สดใส
  2. การใช้กระจกเงาเพื่อการตกแต่งและสร้างบรรยากาศภายในอาคาร

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. เหมาะสำหรับงานตกแต่งภายใน ทำให้มีบรรยากาศที่น่าสนใจ
  2. หากจัดวางอย่างมีแบบแผน จะสามารถสะท้อนภาพของพื้นที่ได้หลายรูปแบบช่วยเพิ่มพื้นที่สายตาและลดความคับแคบของห้องได้

กระจกลวดลาย(Pattern Glass)

กระจกลวดลาย ผลิตโดยกระจกที่ยังไม่แข็งตัวเข้าไปสู่แถวของลูกกลิ้ง เพื่อให้ได้ความหนาที่ต้องการ และพิมพ์ลวดลายซึ่งติดกับลูกกลิ้งลงบนผิวด้านใดด้านหนึ่งของกระจก หรือทั้ง 2 ด้าน

คุณสมบัติ

กระจกลวดลายมีคุณสมบัติโปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส จึงทำให้เกิดภาพที่นุ่มนวล แต่อาจไม่ชัดเจนนัก

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. เนื่องจากกระจกลวดลายมีความลึกของเนื้อกระจกไม่สม่ำสมเอกัน จึงไม่เหมาะที่จะนำมาผลิตเป็นกระจกนิภัยเทมเปอร์
  2. ความแข็งแรงและความคงทนของกระจกมีน้อยกว่า 1 ใน 3 ของกระจกใสที่มีความหนาเดียวกัน เนื่องจากความไม่เรียบของกระจก

กระจกเสริมลวด(Wired Glass)

กระจกเสริมลวดผลิตโดยการใส่แผงตาข่ายลวดลงในกระจกขณะที่กระจกหลอมเหลว เพื่อเป็นการเพิ่มการแข็งแรงให้กับกระจก แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตามลวดลายของแบบตาข่ายดังนี้
  1. ลายข้าวหลามตัด(Diamond-Shaped Pattern or Misco)
  2. ลายสี่เหลี่ยม(Baroque Pattern)
  3. ลายหกเหลี่ยม(Hexagonal Pattern)
  4. ลายแนวตั้ง(Pinstipe Pattern)

คุณสมบัติ

  1. มีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ จึงมักใช้เป็นกระจกป้องกันการโจรกรรม
  2. แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ มีความคม

ข้อควรพิจารณาในการใช้งาน

  1. เนื่องจากกระจกเสริมลวดจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ที่มีความคม เหมาะสำหรับการใช้งานภายในอาคาร หรือในตำแหน่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยและคนทั่วไปได้
  2. กระจกเสริมลวดเป็นกระจกที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ป้องกันการโจรกรรม ดังนั้นจึงไม่เน้นการออกแบบเพื่อความสวยงาม

การบำรุงรักษากระจก

นอกจากนี้การดูแลและบำรุงรักษากระจก ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้กระจกสามารถป้องกันความร้อนและให้แสงสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีการดังนี้
  1. ไม่ควรให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศกระทบผิวหน้ากระจกโดยตรงเพราะจะทำให้อุณหภูมิของผิวกระจกภายนอกและภายในอาคารแตกต่างกันมาก ทำให้กระจกแตกร้าวได้ง่าย
  2. ไม่ควรทาสี ติดกระดาษ ติดผ้าม่านหนา หรือวางตู้ทึบมิดชิดบริเวณกระจก เพราะจะทำให้เกิดการสะสมความร้อนใน เนื้อกระจก ทำให้กระจกแตกร้าวได้ง่าย
  3. ควรทำความสะอาดกระจกด้วยน้ำธรรมดา หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่มีผงขัด อย่างน้อยทุก 2 เดือน
  4. ควรตรวจสอบรอยรั่วตามขอบกระจกหน้าต่างทุกปี เพื่อป้องกันความร้อนเข้ามาในอาคาร
ณรงค์ ฉ่ำบุญรอต
nid001@yahoo.com