ศึกษาปัญหาเรื่องการเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จากคำพิพากษาศาลฎีกา
		เกี่ยวกับเรื่องการเสียอากรตามประมวลรัษฎากรนั้นกฎหมายได้กล่าวไว้ในหมวด 6 อากรแสตมป์ ตั้งแต่มาตรา 103 ถึงมาตรา 129 ส่วนกรณี
ตราสารใดที่ไม่ปิดอากรหรือปิดไม่บริบูรณ์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาถึงขั้นทำให้โจทก์แพ้คดีกันมามากแล้วนั้นกฎหมายได้กล่าวเป็นหลักการอยู่ในมาตรา 
118 ซึ่งวางหลักสรุปได้ว่าตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้
จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว....ซึ่งคำว่าตราสารนั้นคือเอกสารที่ต้องเสียอากร
ตามหมวดนี้โดยดูจากบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งถ้าไม่มีในบัญชีดังกล่าวตราสารนั้นก็ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์
เช่นสัญญายืมสิ่งของไม่ต้องปิดอากรแสตมป์เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในบัญชีอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตามนัยคำพิพากษาศาล
ฎีกาที่ 599/2535 อย่างไรก็ตามหากเอกสารที่ส่งศาลไม่มีลักษณะเป็นตราสารแม้มีระบุไว้ในบัญชีอากรแสตมป์ ก็ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เช่น
พยานเอกสารเป็นจดหมายที่จำเลยส่งถึงโจทก์โดยจำเลยได้บันทึกไว้หลังจดหมายแต่ละฉบับว่าจำเลยได้รับเงินยืมตามจำนวนที่ขอยืมในแต่ละ
ฉบับไว้ถูกต้องและลงลายมือชื่อ วันเดือนปีไว้ทุกฉบับจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 อย่างหนึ่งเท่านั้นหาใช่เป็น
ลักษณะแห่งตราสารการกู้ยืมเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในแต่ละฉบับนั้นโดยตรงอันจะพึงต้องปิดอากรแสตมป์ไม่ ศาลจึงรับฟังเป็นหลักฐานใน
คดีนี้ได้ตามนัยคำพืพากษาศาลฎีกาที่ 1739/2535 ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างปัญหาต่างๆในเรื่องของอากรแสตมป์

		*ตารสารที่ปิดอากร์แสตมป์และขีดฆ่าแล้วไม่ต้องลงวัน เดือน ปี ที่ปิดก็ใช้ได้
		*ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2535 สัญญากู้ยืมเงินปิดอากรแสตมป์ครบบริบูรณ์และได้ขีดฆ่าเพื่อมิให้นำไปใช้ได้อีกแม้มิได้ลง
วันเดือนปีที่อากรแสตมป์แต่สัญญากู้ได้ปิดอากรแสตมป์เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียก็ถือเป็นการปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม
ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 แล้วจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

หมายเหตุ        ตามมาตรา 103 กฎหมายมีเจตนาเพื่อมิให้มีการนำแสตมป์ที่ปิดแล้วกลับมาใช้ได้อีกเท่านั้นมิใช่ว่าต้องการให้มีผลให้ตราสารนั้นรับฟัง
ไม่ได้ตาม ที่บัญญัติไว้ในมาตรา        118 ดังนั้นการขีดคร่อมลงบนแสตมป์นั้นก็เป็นการเพียงพอแล้วซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีการองรับหลายฎีกาเช่น        
 561/2487 461/2488 463/2516        
สำหรับมาตรา 103 นั้นการปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์คือการปิดอากรแสตมป์เป็นราคาไม่น้อยกว่า
อากรที่ต้องเสีย และได้ขีดฆ่าแสตมป์แล้ว การขีดฆ่าแสตมป์นั้นต้องกระทำโดยมุ่งหมายมิให้นำมาใช้ได้อีกด้วนการทำดังนี้ 1.ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์นั้น 2.ขีดคร่อมฆ่าบนอากรแสตมปและลงวันเดือนปีที่ปิดบนตราสารนั้นด้วย จึงเป็นการปิดอากร โดยบริบูรณแต่กฎหมายมีเจตนาเพื่อมิให้มีการนำแสตมป์ที่ปิดแล้วกลับมาใช้ได้อีกเท่านั้นมิใช่ว่าต้องการให้มีผลให้ตราสารนั้นรับฟังไม่ได้ตาม
ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118
ส่วนมาตรา 118 เป็นเรื่องตราสารที่ไม่ปิดอากรหรือถือว่ามิได้ปิดอากรบริบูรณ์นั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามนัยฎีกา ดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3039/2523 หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบแต่ไม่ขีดฆ่า เท่ากับไม่ได้ปิดอากรบริบูรณ์ โจทก์ใช้อ้างเป็นพยาน หลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 หนังสือดังกล่าวจึงใช้อ้างไม่ได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทน คำพิพากษาศาลฎีกาท
ี่ 2461/2522 เอกสารสัญญากู้ปิดอากรแสตม์แต่ไม่ขีดฆ่า ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วในการต่อสู้คดีของจำเลยมักต่อสู่ไว้ในคำให้การเป็นประเด็นว่าจำเลยไม่เคยทำเอกสารหรือมิได้ลงลายมือชื่อหรือลายมือชื่อใน เอกสารปลอมซึ่งมีผลทำให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับโจทก์เสมอทั้งนี้เพื่อประสงค์บางประการเช่นเพื่อประวิงคดีให้ศาลส่งผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ ลายมือชื่อของจำเลยเป็นต้นโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานต่างๆเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของตน

              *จำเลยรับว่าทำตราสารกู้ยืมจริงแต่โจทก์ลืมขีดฆ่าอากรแสตมป์ศาลย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
แล้วจริงและไม่ต้องอาศัยฟังจากเอกสารเพราะพิจารณาจากคำรับของจำเลยได้  คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1577/2531 วินิจฉัยสรุปได้ว่า
ตามประมวลรัษฎากร  มาตรา  118 กำหนดให้เสียอากรโดยการปิดแสตมป์ครบจำนวนแล้ว ยังต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์ด้วยจึงจะใช้เป็น
พยานหลักฐานในคดีแพ่งได้  ซึ่งคดีนี้แม้สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องจะมิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์อันจะใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้
ก็ตามแต่เมื่อจำเลยให้การรับว่าจำเลยได้เขียนสัญญากู้มอบไว้ให้โจทก์ย่อมฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่ง
ไม่ต้องอาศัยฟังจากเอกสาร 
				*ตามป.วิ.พ. นั้นจำเลยต้องต่อสู้ให้เป็นประเด็นไว้หากไม่ต่อสู้ก็ถือว่ารับตามฟ้องโจทก์อันเป็นเรื่องกระบวนพิจารณาคดีแพ่งซึ่งต่าง
จากคดีอาญา และป.พ.พ.ซึ่งถือว่าการนิ่งไม่ถือว่ารับนอกจากจะมีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่ในกฎหมายกระบวนวิธีพิจารณาคดีแพ่งนั้นจำเลย
จะต้องปฎิเสธให้ ชัดแจ้งเป็นประเด็นเกี่ยวกับตราสารนั้นไว้ในคำให้การในการต่อสู้คดีด้วย             
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2530 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกต่ออายุสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องเมื่อ
คำให้การของจำเลยไม่มีข้อความใดปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ทำสัญญาหรือบันทึกต่ออายุสัญญาตามฟ้องโจทก์จึงต้องฟังว่าจำเลยได้ทำ
สัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องอาศัยพยานเอกสารทั้ง 2 ฉบับที่โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมายมาประกอบ
การพิจารณาอีก
              *กรณีจำเลยปฎิเสธเป็นประเด็นเกี่ยวกับตราสารที่ฟ้องนั้นและโจทก์ปิดอากรณ์แสตมป์ไม่ครบหรือไม่ปิดเลยทำให้โจทก์แพ้คดีได้
เป็นเรื่องโจทก์ต้องระวังแม้จำเลยจะไม่ต่อสู้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการปิดอากรแสตมป์ไม่ครบหรือไม่ปิดอากรเลย 
             คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2195/2533 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากู้
และสัญญาค้ำประกัน โจทก์อ้างสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเป็นหลักฐานในคดีแต่ปรากฏว่าสัญญากู้ของโจทก์ปิดอากรแสตม์ขาดไป 
8 บาท ส่วนสัญญาค้ำประกันเงินกู้ จะต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท แต่ไม่ได้ปิดเลย จึงถือว่าเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์และไม่อาจ
ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้และผู้ค้ำประกัน 
จึงไม่อาจฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดตาม สัญญากู้เงิน และจำเลยที่ 2รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้
              *ปัญหาเกี่ยวกับการมอบอำนาจจะต้องปิดอากรแสตมป์เท่าใดซึ่งดูไม่มีปัญหาแต่ความจริงมีปัญหาทางพิจารณามากกล่าวคือ 
             การมอบอำนาจให้ บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวเสียค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ถ้ามอบให้กระทำการมากกว่า
ครั้งเดียวต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30  บาท แต่การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและดำเนินคดีแทนกับให้มีอำนาจรับเงินหรือเอกสารคืนจาก
ศาลนั้นจะต้องปิดอากรแสตม์เท่าใดเพราะดูแล้ว มอบอำนาจหลายอย่างและต้องดำเนินการหลายครั้งบางทีมอบอำนาจมากกว่านี้อีก
ทำให้ยากแก่การพิจารณาทางปฏิบัติทนายก็มักตัดปัญหาโดยการปิดอากรแสตมป์ 30 บาทเสียเลยจะได้ป้องกันปัญหาในทางคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2425/2532 ศาลฎีกาได้วินิฉัยสรุปได้ว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดี เป็นการมอบอำนาจให้บุคคลเดียวกระทำการ
ครั้งเดียว ตามข้อ 7 (ก) ของบัญชีอากรแสตมป์ ส่วนที่โจทก์มอบอำนาจระบุข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่าให้มีอำนาจจำหน่ายสิทธิของ
โจทก์เช่นการยอม รับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์
หรือฎีกา หรือในการ ขอให้พิจารณาคดีใหม่  ให้มีอำนาจในการแต่งทนายความและรับเงินหรือเอกสารคืนจากศาล เป็นเรื่องกระบวนพิจารณา
ที่ผู้รับมอบอำนาจจะต้องกระทำการในการพิจารณาคดีของศาลอันสืบเนื่องมาจากการฟ้องคดีที่ได้รับมอบอำนาจไม่ใช่เป็นเรื่องอื่นต่างหาก
จากการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี โจทก์ผู้มอบอำนาจจะต้องเสียอากรโดยปิดอากร  10 บาท จึงชอบด้วยกฎหมาย(ถ้ามีโจทก์กี่คนก็ปิดคนละ 
10 บาม ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่   5485/2530) 
				*ปัญหาอีกประการก็คือหนังสือมอบอำนาจจากต่างประเทศต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ
เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่2794-2799/2524 2659/2531 5915/2534 พิพากษาว่าหนังสือมอบอำนาจของต่างประเทศแม้ไม่ปิดอากรแสตมป์ 
ก็ใช้เป็นพยาน หลักฐานได้เพราะไม่อยู่ในบังคับของประมวลรัษฎากร 
				*ปัญหาต่อมาก็คือแม้ประมวลรัษฎากรจะบังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์แต่ถ้ามีกฎหมายอื่นยกเว้นการเสียอากรไว้เป็นกรณีพิเศษ
ก็ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3637/2531 พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2497 มาตรา 19 บัญญัติให้ 
องค์การโทรศัพท์ได้รับยกเว้น จากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร  ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีขององค์การโทรศัพท์ฯ
จึงไม่ต้องเสียอากรตามกฎหมายกล่าวคือ ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ 
				*ปัญหาต้องปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์เมื่อใด  (ขณะทำสัญญา หรือก่อนคดีถึงที่สุดได้หรือไม่) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 354/2530 
ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 มิได้บังคับว่าต้องปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์ในขณะทำสัญญา  ดังนั้น แม้จะมิได้ปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์
มาแต่แรกขณะทำสัญญาแต่เมื่อได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าและในขณะฟ้องคดีนี้ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2534 หนังสือมอบอำนาจมิได้ปิดอากรแสตมป์ในขณะทำหรือขณะยื่นฟ้องคดีนี้แต่ขณะส่งศาลได้ปิดอากรแสตมป์ 
ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้วหนังสือมอบอำนาจย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2541 การขออนุญาตินำตราสาร
ไปปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 117 จะต้องทำก่อน หรือในขณะที่นำตราสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานใน
คดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดโจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินไปเสียอากรภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น จึงใช้เป็นพยาน
หลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ 
             *ทางปฏิบัติจึงนำตราสารสัญญาไปเสียอากรและขีดฆ่าก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี  ไม่อาจนำไปเสียอากรในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
 แม้ขอตราสารไป เสียอากรและเงินเพิ่มและนำมาฟ้องใหม่ก็ไม่ได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำ 
             คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2541 เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าตราสารนั้นไม่ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานไม่ได้แม้โจทก์จะ
ขออนุญาตนำเอกสารไปเสียอากรและเงินเพิ่มซึ่งมีผลทำให้ตราสารบริบูรณ์ก็ไม่สามารถนำมาฟ้องใหม่ได้เพราะเป็นการฟ้องซ้ำ 
             ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 *การไม่ปิดอากรให้บริบูรณ์และขีดฆ่าอันเป็นการต้องห้ามก็แต่เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นไม่ใช้บังคับ
ถึงคดีอาญาด้วย
				คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2386/2541 แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เพราะ
ประมวลรัษฎากร  มาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังตราสารที่มิได้ปิดและขีดฆ่าเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้นมิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย
ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือเมื่อผู้เสียหายเบิกความว่าเป็นผู้มอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จริง
ก็เพียงพอรับฟังได้

			ในส่วนของการร้องทุกข์นั้นจะร้องทุกข์เป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 วรรคท้ายและไม่ต้องทำเป็นแบบฟอร์มแต่อย่างใด
เพียงแต่ทำเป็นหนังสือร้องเรียนถึงผู้บังคับการกองปราบปรามขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยก็ถือเป็นการร้องทุกข์แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2507
 และการร้องทุกข์สามารถร้องทุกข์ได้ทั้งต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ การร้องทุกข์นี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้เสียหาย
ต้องกระทำด้วยตนเอง ดังนั้นผู้เสียหายจึงสามารถมอบอำนาจให้มีการร้องทุกข์แทนได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2503  2468/2523 โดยการ
มอบอำนาจให้ร้องทุกข์นั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบว่าให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใดแม้ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์เป็นหนังสือโดย
ในหนังสือไม่มีข้อความว่าผู้รับมอบอำนาจ ก็ร้องทุกข์โดยอาศัยหนังสือนั้นได้ เป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา
ที่ 2062/2520 การมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์เป็นหนังสือ หนังสือมอบอำนาจก็ไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 118  แห่ง	 ป.รัษฎากรที่ว่าหนังสือนั้นจะ
ต้องปิดอากรแสตมป์เพราะจากบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะตราสารในคดีแพ่งเท่านั้นไม่รวมถึงคดีอาญา ดังนั้นแม้หนังสือมอบอำนาจ
ให้ร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบก็สามารถรับฟังตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ถือเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3623/2537  และ 5059/2537
				     back             home			next